ดีเอสไอ ยอมรับการยึดทรัพย์แก๊งค์แชร์ข้าวสารดำเนินการได้เพียงเล็กน้อย เหตุมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี เผยพบกลุ่มมิจฉาชีพไฮเทครูปแบบใหม่ หลอกให้ลงทุนค้าเงินตราต่างประเทศ อาศัยช่วงสัญญาณดาวเทียมดีเลย์ตุ่นเหยื่อ พร้อมจับตาใกล้ชิด(11ธค.) พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่ปัจจุบันพบว่า คดีแชร์ข้าวสารสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง เนื่องจากขบวนการดังกล่าวมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศรูปแบบที่หลากหลาย จนทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อหลง
ทั้งนี้ในส่วนของมูลค่าความเสียหายทั่วประเทศคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 1 พันล้านบาท โดยทางตำรวจและดีเอสไอก็ได้ประสานไปยังสถาบันการเงินต่างๆเพื่ออายัดเงินในบัญชีนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งก็ยอมรับว่าเม็ดเงินที่อายัดไว้เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการเตรียมพร้อมไว้เป็นอย่างดี ทำให้มีเม็ดเงินเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มีการหมุนเวียนผ่านระบบสถาบันการเงิน
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอยากแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ารูปแบบของแชร์ข้าวสารได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมจะเป็นการออกอุบายรูปแบบง่ายๆ เช่นที่พบ คือ แชร์ข้าวสาร, แชร์ก๋วยเตี๋ยวหรือแม้กระทั่งแชร์สปา เพื่อหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนในระดับรากหญ้าหลงเชื่อ
สำหรับปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการหลอกลวงกลุ่มนักลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมาก โดยรูปแบบการหลอกลวงนั้น จะเป็นลักษณะของชักชวนให้เหยื่อลงทุน ค้าเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นมิจฉาชีพกลุ่มไฮเทคเนื่องจากจะต้องมีความรู้เกี่ยวการหน่วงเวลาของระบบดาวเทียม โดยวิธีการของกลุ่มดังกล่าวจะชักชวนประชาชนให้หลงเชื่อว่าจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่มีการปรับตัวขึ้นลง ซึ่งแท้จริงแล้วกลุ่มมิจฉาชีพจะใช้ช่วงจังหวะเวลาที่ดีเลย์ของระบบดาวเทียมขณะปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหลอกลวงผู้เสียหายได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในส่วนของการค้าเงินตราต่างประเทศ ยังไม่พบว่ามีผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด แต่ทางเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ ก็ได้ให้ควาสำคัญเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวอย่างกลุ่มต่างๆอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
