โฟกัส สำนักปทุมวันนับแต่เปิดศักราชปีหมูทองเป็นต้นมา ล่วงมาจนสิ้นปี ก็ใช่ว่าอะไรๆ จะเป็นเรื่องหมูๆ เหมือนชื่อปีเพราะแค่วันรับศักราชใหม่ ในค่ำวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2549 ส่งท้ายปีจอ จ่อปีหมู ต่อเนื่องวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2550 ก็ป่วนไปทั่วเมือง เมื่อเกิดเหตุระเบิด 9 จุด ในช่วงวันเดียวทั่วกรุงเทพฯ
ทำลายความสุขคนไทย ให้ต้องฉลองรับปีใหม่กันแบบกร่อยๆ!!
ซึ่งนักวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นประจำสภากาแฟ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ไปว่าระเบิดรับศักราช เป็นอาฟเตอร์ช็อคจากเหตุปฏิวัติ เมื่อปีกลาย 19 กันยายน 2549 นั่นเอง
หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ระเบิดหนนี้สงสัยน่าจะเป็นระเบิดการเมือง?!
แต่จะด้วยมูลเหตุใด แต่ภาระหนักอึ้งก็ตกลงที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทันที ในฐานะผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
แม้ว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกก็ตาม
เหตุระเบิด 9 จุด ในคืนนั้นคร่าชีวิตคนไทยผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ 2 ราย ไม่นับรวมชาวไทยและชาวต่างชาติที่บาดเจ็บอีกหลายสิบ
ระเบิดกรุงหนนี้สะเทือนภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว กระทบความมั่นใจของนักลงทุน เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศชะงักงันไปชั่วขณะ เสถียรภาพทางการเมืองสั่นคลอน
อาจเพราะบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีหน้าที่ต้องทำให้บ้านเมืองสงบสุขกระมัง แรงระเบิดจึงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ!?
ประเด็นการคลี่คลายปมระเบิดส่งท้ายปีเก่าถูกรัฐบาลชุดทหารทำปฏิวัติ และกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มใช้เขย่าเก้าอี้ผู้นำเบอร์หนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชนิดรายวัน
และก็เป็นผลสำเร็จเสียด้วย!!
เพียง 1 เดือนกับอีก 5 วัน หลังเหตุระเบิด 9 จุด ผลจากการที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ มิหนำซ้ำยังไปควบคุมตัวกลุ่มทหารคนสนิทของนายทหารในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บางคนเข้าให้อีก
ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในขณะนั้น กระเด็นตกจากเก้าอี้ทันที
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีคำสั่งปลดฟ้าผ่า ให้ ผบ.ตร. มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีชนิดที่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 ของผู้นำทุกเหล่าทัพ ในคมช.ของ พล.ต.อ.โกวิทก็ต้านทานไม่ได้
ด้วยเหตุผลของนายกรัฐมนตรีที่ว่า ผลการประเมิน ไม่ผ่าน?!
หลังคำสั่งเด้ง ผบ.ตร.มาช่วยราชการของนายกฯสุรยุทธ์ ครั้งนั้นสร้างความปั่นป่วน เปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากมาย
หากใครที่จับตาความเคลื่อนไหวในวงการสีกากีมาตลอด ก็จะเห็นกลเม็ดพิลึกพิลั่น สารพัดสารพันกระบวนยุทธ์ ถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อช่วงชิงอำนาจ
นั่นเพราะคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิทไปช่วยราชการ ของ พล.อ.สุรยุทธ์ในครั้งนั้นยังไม่บริบูรณ์ นั่นเอง
เก้าอี้ ผบ.ตร.ยังไม่ว่าง ...เพียงแค่เจ้าของไม่อยู่เท่านั้น!
จึงได้เห็นความพยายามที่ผลัก พล.ต.อ.โกวิท ให้พ้นจากเก้าอี้โดยสมบูรณ์ เพื่อดันคนที่รอคอยขึ้นมาแทนที่
แต่แล้วการใช้อำนาจในฐานะประธาน 2 บอร์ดใหญ่องค์กรตำรวจ ของนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถทำอะไรได้โดยสะดวก ผ่านไป 2 เดือน พล.ต.อ.โกวิทยังคงมีฐานะเป็น ผบ.ตร.ช่วยราชการฯ
กระทั่ง พล.อ.สุรยุทธ์มีคำสั่งลงวันที่ 22 เมษายน ย้ายขาด ตั้งให้ พล.ต.อ.โกวิท ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่าย ข้าราชการประจำ ระดับ 11 ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขาดจากตำแหน่ง ผบ.ตร. โดยดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีย้อนหลัง หลังจากเซ็นคำสั่งมีผลไปแล้ว
และคำสั่งนี้เองทำให้ พล.ต.อ.โกวิทหันพึ่งอำนาจตุลาการ เป็นโจทก์ฟ้องร้องนายกรัฐมนตรี เป็นคดีในศาลปกครอง
พล.ต.อ.โกวิทฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ฐานที่เป็นผู้บังคับบัญชาแต่ใช้อำนาจไม่ชอบธรรม โดยการย้ายตนพ้นตำแหน่ง ผบ.ตร.อย่างไม่ถูกต้อง เป็นธรรม
เรื่องนี้มีการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกันนานหลายเดือน ยื้อยุดกันทางระเบียบกฎหมายอยู่พักใหญ่ กว่าจะฟ้องคดีกันได้
จนกระทั่งศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามย้าย พล.ต.อ.โกวิทพ้นตำแหน่ง และห้ามตั้งใครขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.ตัวจริงแทนที่
ผ่านไปนานหลายเดือนจนปลายเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรีก็ทำเซอร์ไพรส์ แอบมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกคำสั่งย้าย พล.ต.อ.โกวิท เมื่อเดือนเมษายน โดยให้คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่คำสั่งออก?!
เป็นคำสั่งน่าฉงน แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นการยกธงขาวกลายๆ ดีกว่ารอให้ศาลปกครองพิพากษา
พล.ต.อ.โกวิท จึงยังขึ้นชื่อว่าอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร. เก้าอี้อาถรรพ์จนเกษียณอายุราชการ แม้จะไม่เต็มตัวก็ตาม
ทำให้ความพยายามที่จะดัน ผบ.ตร.คนใหม่ ขึ้นมาก่อนวาระในเดือนตุลาคมก็ไม่สำเร็จ
นั่นเป็นปรากฏการณ์ช่วงชิงอำนาจและเก้าอี้ตัวเดียวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในช่วงปี 2550 ในยุครัฐบาลภาพลักษณ์คุณธรรมสูง และยังเป็นเจ้าของโปรเจ็คต์ใหญ่พัฒนาระบบงานตำรวจ ผ่าตัดโครงสร้างแก้กฎหมายตำรวจ เพื่อแก้ปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง?!
กลับมาที่ผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบปีที่ผ่านมา ในยุคที่หัวโต๊ะบอร์ด ก.ตร. และ ก.ต.ช. ชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์
พลันที่ระเบิดป่วนกรุงทำเอา ผบ.ตร.ชื่อ โกวิท วัฒนะ กระเด็นตกเก้าอี้เพราะถูกมองว่าทำคดีอืดเป็นเรือเกลือนานเป็นเดือน จับใครไม่ได้สักคน
คดีระเบิดก็ถูกหยิบมาตีปี๊บอีกครั้งทันที
ภายใต้การกุมบังเหียนคุมคดีของ ผบ.ตร.รักษาการ เกรียวกราวฮือฮาไม่นาน มีการร่อนหมายจับชายไทยไม่ทราบชื่อ ตามภาพในกล้องวงจรปิดจุดต่างๆ จับกุมชายต้องสงสัยที่ออกมาแสดงตัวเป็นแพะ โกลาหลวุ่นวายอยู่พรรคใหญ่
และก็จบแค่นั้น คดีเงียบหาย จนป่านนี้จะล่วงเข้าสู่ปีใหม่ก็จับมือใครดมไม่ได้สักคนเช่นกัน
ซ้ำด้วยเหตุระเบิดตามมาอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นตู้โทรศัพท์หน้าห้างเมเจอร์รัชโยธิน, ข้างพระราชวังดุสิต, หน้ากองบัญชาการ กองทัพบก ซึ่งทั้งหมดก็ยังไม่พบตัวผู้ต้องหา
ครานี้ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ออกมายอมรับว่ารับรายงานมาแล้วว่า คดีระเบิดไม่มีความคืบหน้า
แต่ต่างกันตรงที่คราวนี้นายกรัฐมนตรีไม่มีการประเมิน?!
ผลงานคลี่คลายคดีระเบิดที่เคยถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะหายไปจากความสนใจของท่านผู้นำในทันที ในยุค ผบ.ตร.รักษาการ
และนั่นคงเป็นผลงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรีไม่อยากจะหยิบมาพูดถึง?
ขณะที่อีกมุมมีผลงานชิ้นโบว์แดง?!
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. หลายต่อหลายครั้ง ในวาระการประชุมพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ?!
เรียกว่ากว่าจะถึงวาระแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีในเดือนกันยายน 2550 นับแต่มี ผู้นำหน่วยรักษาการ ก.ตร.ก็มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนนายพลตำรวจไม่ต่ำกว่า 3 ล็อต
เริ่มตั้งแต่ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก.ตร.ประเดิมแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจล็อตแรก 50 นาย
เป็นชุดที่ล้างบางสลายขั้วอำนาจเก่า จากนั้นอีก 2 เดือน วันที่ 4 เมษายน ก็โยกย้ายนายพลกันอีก 20 นาย เป็นล็อตที่แต่งตั้งตามตำแหน่งที่เกิดใหม่ฯลฯ
และหลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ พล.ต.อ. ยัน ส.ต.ต.อีกหลายต่อหลายครั้ง รวมแล้วหลายพันตำแหน่ง มีคำสั่งออกกันรายปักษ์ ชนิดที่บรรดาสีกากีนั่งวิ่งต้องเช็คข่าวกันรายสัปดาห์
นายตำรวจบางคนแค่ในช่วงปีเดียวมีชื่อแต่งตั้งโยกย้ายกัน 2-3 คำสั่ง ดวงดีจังหวะเหมาะจับขั้วถูกก็ได้ดิบได้ดี
ขณะที่ใครดวงตกมีกลิ่นอายเป็นเครือญาติ ลูกหลานคนสนิทขั้วตรงข้ามก็ต้องทำใจ ไม่ถูกเก็บกรุเข้าโหลดอง ก็ถูกย้ายลงพื้นที่สีแดงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์
ทำสถิติเรียกว่าโยกย้ายกันจน ผู้หมู่จำไม่ได้แล้วว่าผู้กำกับการคนก่อนชื่ออะไร คนปัจจุบันคือใคร เพราะย้ายกันบ่อยเหลือเกิน?!
เห็นโยกย้ายกันบ่อย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
เพราะความจริงหลักเกณฑ์นั้นมีอยู่ ประกาศเป็นกฎ ก.ตร. มีผลใช้บังคับเรียบร้อย แต่หลักเกณฑ์ใน พ.ศ.นี้มีไว้ให้ ก.ตร.ยกเว้น
การแต่งตั้งโยกย้ายที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง นับพันตำแหน่งส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติยกเว้นจาก ก.ตร.ให้เป็นอำนาจ ผบ.ตร. พิจารณาตามความเหมาะสม
ผลจึงเป็นอย่างที่รับรู้รับทราบกัน?!
เหตุผลหนึ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถสร้างผลงานแต่งตั้งโยกย้ายกันได้ทั้งปี
เพราะนับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมา ทั้ง ก.ตร.และ ก.ต.ช.ก็พร้อมอกพร้อมใจกันเปิดไฟเขียวผ่านตลอด เปิดตำแหน่งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ ยศ พล.ต.อ.ไล่ระนาบมาเรื่อยจนถึง ส.ต.ต.จำนวนรวมกว่า 20,000 ตำแหน่ง
ตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งฝ่ายอำนวยการประจำตำแหน่งผู้บังคับบัญชา มาเป็นตำแหน่งธุรการประจำสำนักงาน เปิดตำแหน่งตั้งแต่ พล.ต.ท.จนถึงสารวัตรรวม 118 ตำแหน่ง
ซึ่งเหตุผลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ยื่นเพื่อขอเปิดตำแหน่งเหล่านี้ต่อ ก.ตร.และ ก.ต.ช.นั้นมีว่า
เพราะต้องการคนมาตรวจสอบกลั่นกรองงานของผู้บังคับบัญชาระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นไป
โดยไม่ต้องดึงคนมาจากหน่วยอื่นๆ มาช่วยราชการ จนเสียกำลังพลในหน่วย อย่างเมื่อก่อน เลียนแบบโครงสร้างการกำหนดตำแหน่งมาจากฝ่ายอำนวยการของหน่วยทหาร ซึ่งดูมีหลักการและเหตุผลที่ฟังขึ้นในบอร์ด
แต่ทุกวันนี้ในสำนักงานนายใหญ่บางคน นอกจากตำแหน่งฝ่ายอำนวยการที่อัดแน่นเต็มสำนักงานแล้ว ยังมีสารวัตรตำแหน่งหลักจากสอบสวนกลาง จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จากนครบาลทำหน้าที่หน้าห้องให้เห็น??
ขณะที่ยังมีการเปิดตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการยศ พล.ต.ท.ขึ้นมาอีกหลายตำแหน่ง หนแรก เมื่อเดือนมีนาคม เปิดตำแหน่งรองจเรตำรวจ (สบ 9) เทียบเท่าผู้ช่วย ผบ.ตร.1 ตำแหน่ง โดยสไลด์ พล.ต.ท.พิจาร จิตติรัตน์ ที่ปรึกษา สบ 9 มานั่งเก้าอี้นี้ปิดตำแหน่งที่ปรึกษาไป
กำหนดให้มีตำแหน่งจเรตำรวจ (สบ 8) ยศ พล.ต.ท.เทียบผู้บัญชาการอีก 7 ตำแหน่ง รองจเรตำรวจ 2 ตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำจเรตำรวจเพิ่มอีก 3 ตำแหน่ง ไม่นับรวบนายเวรผู้ช่วยนายเวร ฝ่ายอำนวยการประจำสำนักงานที่พ่วงเข้ามาจากการเปิดตำแหน่งส่วนหัวอีกจำนวนไม่น้อย
การกำหนดตำแหน่งจเรตำรวจ เป็นผู้ตรวจชั้นนายพลจำนวนมากในครั้งแรกแทบจะไม่มีผลงานให้เห็น เพราะแม้จะเป็นผู้ตรวจ มีอำนาจตรวจสอบ แต่ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษใด จึงทำอะไรไม่ได้เลย
หลังจากนั้น เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้ง ก.ตร.และ ก.ต.ช.ก็ยังพร้อมใจกันเปิดตำแหน่งนายพลสังกัดจเรตำรวจขึ้นมาอีก 7 ตำแหน่ง?!
นอกจากนี้ผลพวงจากการกำหนดลักษณะงานของ รอง ผบ.ตร.ออกเป็น 7 ฝ่าย คือ บริหาร สืบสวนปราบปรามอาชญากรรม (สป.) ป้องกันอาชญากรรม (ปอ.) สืบสวนสอบสวนและกฎหมาย ฝ่ายกิจการพิเศษ ฝ่ายความมั่นคง และจเรตำรวจแห่งชาติ
ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผุดตำแหน่งใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย นอกเหนือจากจเรตำรวจที่ขยายนายพลออกมาเป็นสิบแล้ว
เริ่มตั้งแต่ ตำแหน่ง รอง ผบช.ในสังกัดกองบัญชาการต่างๆ 19 ตำแหน่ง รองผบก.ในกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ 68 ตำแหน่ง ตำแหน่งผู้กำกับการอำนวยการและรองในกองบัญชาการต่างๆ 64 ตำแหน่ง ตำแหน่ง รอง ผบก. ทำหน้าที่ประสานกิจการตำรวจต่างประเทศ 19 ตำแหน่ง สารวัตร 19 ตำแหน่ง ฯลฯ
แต่ที่เห็นจะฮือฮาและเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือ การเปิดตำแหน่ง สารวัตรสืบสวนปราบปราม ขึ้นใหม่ประจำทุกสถานี ทำหน้าที่ถือดูแลงานพิเศษ 13 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น สถานบันเทิง อบายมุข ยาเสพติด โจรกรรมรถ โจรกรรมทางน้ำ น้ำมันเถื่อนฯลฯ
โดยมีการอนุมัติเปิดตำแหน่งและแต่งตั้งไปแล้วแค่เฉพาะระดับสารวัตร 1,178 ตำแหน่ง รองสารวัตร 3,579 ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ 10,737 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตำแหน่ง สารวัตรธุรการ สารวัตรสืบสวน และพนักงานสอบสวน ไล่มาจนถึง ผบ.หมู่ในทั้ง 3 สายงาน รวมกว่า 5,000 ตำแหน่ง
ล่าสุด ก.ตรก็เพิ่งไฟเขียวเปิดตำแหน่งระดับ ผกก.-ผบ.หมู่ในสังกัดสอบสวนกลาง อีกกว่า 500 ตำแหน่ง ฯลฯ
ซึ่งตำแหน่งเปิดใหม่ที่ยกมาเหล่านี้... ยังครอบคลุมไม่หมด
แต่นี่คือปัจจัยสำคัญที่จวนจะผ่านข้ามปีใหม่ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจยังจบไม่ลง
แม้แต่เปิดศักราชใหม่ก็ยังมีบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายให้ลุ้นกันเรื่อยๆ?!
การแต่งตั้งโยกย้ายอย่างมโหฬาร ตลอดศักราชที่ผ่านมา หากถามข้าราชการตำรวจ จำนวนไม่น้อยคงดีใจและมีขวัญกำลังใจดี ที่เหมือนจะมองเห็นโอกาสในการก้าวหน้า
แต่ถ้าถามประชาชนคนทั่วไปคงเกิดคำถามมากมายทีเดียว
ขวบปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ปล่อยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สร้างผลงานด้วยการเปิดตำแหน่งนายตำรวจออกมากมาย แต่สภาพอาชญากรรมเป็นเช่นไร ประชาชนอุ่นใจ ปลอดภัยขึ้นบ้างหรือไม่
สถานบริการ ตู้ม้า บ่อนการพนัน ที่ผุดที่ฟื้นขึ้นเป็นดอกเห็ด มันสวนทางกับตำแหน่งนายตำรวจมากมายที่เปิดใหม่หรือไม่
แล้วโครงการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ทุ่มทุนไปกว่า 30 ล้านบาท แต่ไม่ทันเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้!!
ที่เดิมหวังอย่างสูงจะแก้กฎหมาย ละลายโครงสร้างเก่าตำรวจ ต้องการให้องค์กรตำรวจเข้มแข็ง กระจายอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ ลดการแทรกแซงจากการเมือง มันสวนทางกันกับการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายภายในสำนักปทุมวัน ที่ผ่านมาหรือไม่
เหล่านี้เป็นเป็นคำถามที่ผลงานในขวบปีที่ผ่านมาสะท้อนออกมาแล้ว??!!
ก้าวสู่ปีชวด ถัดไป ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาแน่ชัดแล้วว่าขั้วอำนาจจะเปลี่ยนไป จะเกิดปรากฏการณ์ใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงต้องคอยจ้องมองกันชนิดห้ามกะพริบตา..!!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
