เสรีพิสุทธิ์ สั่งตำรวจภาค 1 ขนกำลังไล่ล่า ไอ้แบ๊งค์ เหิมยิงตร. 3 นาย ดับขณะปฏิบัติหน้าที่ ย้ำขัดขืนการจับกุมเด็ดหัวได้ทันที ขณะที่ผบช.ภ.1 เผยเหตุตำรวจสังเวยกระสุนเพราะกลัวชาวบ้านถูกลูกหลง เสนอเลื่อน 5 ชั้นยศ 7 ขั้น(1มค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีตำรวจสภ.พระนครศรีอยุธยานำหมายจับศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2 ฉบับ เข้าจับตัวนายปราโมทย์ หาเรืองศรี อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่าผู้อื่นเมื่อปี 2548 ท้องที่สภ.พระนครศรีอยุธยา และนายอัตรพลหรือแบ๊งค์ สำเภา อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีปล้นฆ่า ข่มขืน และชิงทรัพย์ ท้งที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา
ขณะที่คนร้ายทั้งสองคนกำลังเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ที่บ้านเลขที่ 24/ 3 หมู่ 5 ต.บ้านขยาย อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา กระทั่งเกิดการปะทะกันขึ้น โดยคนร้ายคือนายแบ๊งค์ได้ชักอาวุธปืนขนาด 9 มม.และ 11 มม. ยิงใส่ตำรวจ 3 นายเสียชีวิต คือ ส.ต.ต.ศิลา แหวนเงิน ผบ.หมู่ งานป้องกันปราบปราม ช่วยงานสืบสวน สภ.พระนครศรี อยุธยา จ.ส.ต.ปรีดา จ้อยจุฑา ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม ช่วยงานสืบสวน สภ. พระนครศรีอยุธยา เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 50
ต่อมาพล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา และตำรวจจากสภ. ท้องที่ใกล้เคียงกว่า 100 นาย ระดมกำลังออกติดตามไล่ล่าตัวคนร้ายในวันเดียวกันนั้นพร้อมกับระบุว่า หากคนร้ายต่อสู่ขัดขืนการจับกุม ตำรวจสามารถป้องกันตัวเองได้โดยวิธีการขั้นเฉียบขาด
ส่วน ด.ต.โกสินทร์ มั่นพรม ผบ.หมู่ งานสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์เดียวกันนี้ได้ถูกส่งรักษาที่ รพ.พระนครศรีอยุธยา ปรากฏว่า มีอาการโคม่าถูกส่งต่อเข้าไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ อย่างเร่งด่วนใมนช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมาและได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มกราคม 51
ล่าสุดเวลา 12.00 น.วันนี้(1มกราคม) พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ภ.1 ได้เดินทางมายัง ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมประชุมนายตำรวจ โดยมี พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผบก.ภ.1 พ.ต.อ.ธาตรี ตั้งโสภณ รอง ผบก.ภ. หัวหน้าสถานี รอง ผกก. สว.กลุ่มงานสืบสวนทุกท้องที่ โดยมีการแจกจ่ายรูปของ นายอัครพล นายปราโมทย์ ผู้ต้องหา ให้กับหวัหน้าสถานีต่างๆ รวมทั้งชุดสืบสวนทุกท้องที่ นอกจากนี้บางส่วนยังแจกจ่ายให้กับตำรวจชุมชน อปพร.ตามหมู่บ้านเพื่อกระจายไปยังประชาชนที่พบเห็นให้ช่วยแจ้งเบาะแสให้ตำรวจได้ทราบ
โดยการประชุมได้มีการแบ่งกำลังชุดไล่ล่าโดยคัดหัวหน้าชุดสืบสวนของสภ.ต่างๆ ร่วมกับชุดสืบสวนจังหวัดและบชภ.1 แบ่งกำลังเป็น 4 ชุดใหญ่ในการออกติดตามคนร้ายชนิดพลิกแผ่นดิน โดยชุดไล่ล่ามี พ.ต.อ.กรเอก เพชรไชยเวส รองผบก.ภ.เป็นผู้ควบคุมและรวบรวมข้อมูลประเมินผลการติดตาม
โดย พล.ต.ต.นเรศ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้ โดยหากมีการต่อสู้หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมให้จับกุมก็ให้ใช้มาตราการเด็ดขาดได้ทันที
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ภ.1 กล่าวถึงการปูนบำเหน็จความดีความชอบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่เสียชีวิตครั้งนี้ ถือว่าเป็นตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง เนืองจากเป็นช่วงวันหยุดที่คนทั่วไปพักผ่อน แต่ตำรวจยังต้องทำงานเพื่อกวาดล้างภัยสังคมเหล่านี้ ซึ่งการเสนอเลื่อนชั้นยศได้มีการเสนอเลื่อนชั้นคนละ 5 ชั้นยศ 7 ขั้น โดย ด.ต.โกสินทร์ มั่นพรม เป็น พันตำรวจโท จ.ส.ต.ปรีดา จ้อยจุฑา เป็นพันตำรวจตรี และ ส.ต.ต.ศิลา แหวนเงิน เป็นร้อยตำรวจตรี ตามการพิจารณาความดีความชอบในการต่อสู้ขณะปฎิบัติหน้าที่ ปราบปรามจนเสียชีวิต ซึ่งต้องรอคณะกรรมการ พิจารณาตามขั้นตอน
พล.ต.ท.รชต เปิดเผยว่า สำหรับนายอัครพล หรือนายแบ๊งค์ คนร้ายรายนี้นับเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญอยู่ 1 ใน 10 อันดับที่ตำรวจขึ้นบัญชีดำต้องการตัว โดยมีหมายจับที่ จ 21/2548 ในคดีปล้นทรัพย์ โดยมีและใช้อาวุธปืน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และโทรมหญิง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548 ในท้องที่ ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้ต้องหามีประสบการณ์ในการหลบหนีมาได้อย่างต่อเนื่อง จึงสามารถหลบหนีเจ้าหน้าที่ได้ และยังมีความสามารถในการใช้อาวุธปืน เมื่อเจ้าหน้าที่เลือกวันสิ้นปีเข้าไปจับกุม ก็จะพบกับกลุ่มคนที่กำลังร่วมงานเลี้ยงในบ้าน ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงาน ไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีผู้ต้องหาคนสำคัญ ปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่มาร่วมงาน
ในขณะที่นายอัครพล ซึ่งระวังตัวอยู่ตลอดเวลาจึงได้ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ตำรวจไม่กล้าที่จะยิงโต้ตอบ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ และขาดสำนึกรวมทั้งยังเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้นั้น พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำให้เร่งติดตามตัวคนร้ายให้ได้ โดยให้เพิ่มความระมัดระวังเนื่องจากคนร้ายคงไม่ยอมให้จับอย่างแน่นอน จึงจำเป็นที่จะต้องวิสามัญทันทีที่พบว่ามีโอกาสในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และหากมีการจับกุมได้อย่างไรก็ต้องโทษถึงประหารชีวิตอย่างเดียว เนื่องจากเป็นข้อหาฆ่าเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมาตราการที่ตำรวจภาค 1 เคยปฏิบัติให้เห็นอยู่แล้วเช่นการที่คนร้ายต่อสู้ที่ จ.ลพบุรี หรือชิงทรัพย์ที่ จ.นนทบุรี ก็ถูกวิสามัญทั้งสองราย และเหตุการณ์นี้ก็เช่นเดียวกันเชื่อว่ารายนี้ก็ต้องถูกวิสามัญอย่างแน่นอน
ส่วนอาการล่าสุดของ ด.ต.โกสินทร์ มั่นพรม ที่ถูกยิงเข้าบริเวณไหล่นั้น ปรากฏว่ากระสุนทะลุเข้าไปในปอด เบื้องต้นยังสามารถให้การได้ แต่ในช่วงดึกพบว่าอาการโคม่าต้องนำส่งรพ. ตำรวจ อย่างเร่งด่วนและได้เสียชีวิตในช่วงเช้าวันที่ 1 มกราคม โดยมี พล.ต.ท. พงษ์พัฒน์ พงษ์เจริญ โฆษกประจำสนง.ตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปรับศพทันที
สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพตำรวจทั้ง 3 นายจะจัดขึ้นในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ ที่วัดเสนาสนาราม ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายสืบสวนปราบปราม จะเดินทางมาเป็นประธานและมี พล.ต.ท. พงษ์พัฒน์ พงษ์เจริญ พล.ต.ต.รชต เย็นทรวง ผบช.ภ. 1 และนายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาร่วมภายในงาน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
