กรรมการสิทธิฯ สรุปคดีจับ 2 หนุ่มวงจรปิดกล่าวหาระเบิดห้างซีคอนตำรวจละเมิดสิทธิ ให้ สตช.เยียวยา ชื่อเสียง เกียรติยศ ด้านเจ้าตัวส่งเรื่องให้ทนายความเดินหน้าฟ้องอาญา-แพ่ง เรียก 50 ล้าน ขณะที่ "เสรีพิศุทธ์" สวนกลับ อยากฟ้องให้ฟ้องไป แจงทำตามพยานหลักฐาน โวยเรื่องวุ่นเพราะคณะกรรมการสิทธิฯคดีลอบวางระเบิดห้างสรรพสินค้าหน้าห้างซีคอนสแควร์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ยังวุ่นไม่รู้จบ ล่าสุด นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการอีก 5 คน คือ นายธนานุวัฒน์ แก้วพงศ์พันธุ์ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร นายพิทักษ์ เกิดหอม นายประนูญ สุวรรณภักดี เลขานุการ นายวีรยุทธ แผ่สุวรรณ ผู้ช่วยเลขานุการ และนายนฤนาท คุ้มไพบูลย์ ผู้ช่วยเลขานุการ ได้ร่วมลงนามสรุปว่า การกล่าวหา นายปรัชญา ปรีชาเวช และนายยุทธพงศ์ กิตติศรีวรพันธ์ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องชดใช้เยียวยา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา
คณะอนุกรรมการคุ้มครองสุทธิมนุษยชนเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจหลักการสำคัญคือ การป้องกันอาชญากรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ไม่อาจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ การที่นำภาพบุคคลตามหมายจับเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น สามารถกระทำได้โดยต้องมีหลักฐานตามสมควรเพียงพอ จนเชื่อได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง แต่ในกรณีนี้บุคคลตามหมายจับเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยในพฤติกรรมที่ได้จากกล้องวงจรปิดเท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นตามสมควรว่า ผู้ต้องสงสัยน่าจะได้กระทำความผิด
คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยังเห็นด้วยว่า การนำภาพที่พนักงานสืบสวนคาดคะเนว่า วางระเบิดมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน พร้อมมีรางวัลนำจับด้วยนั้น เป็นการรบกวนสิทธิส่วนบุคคลของผู้ต้องสงสัย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศและชื่อเสียง และผลของการมีรางวัลนำจับทำให้มีบุคคลติดตาม ส่งผลให้การใช้ชีวิตอย่างไม่ปกติสุข ซึ่งการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน แม้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องมีเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยต่อสาธารณชนโดยการพยายามนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้นั้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ต้องเป็นกรณีที่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอเท่านั้น
ในกรณีที่ผู้ร้องกับพวก เมื่อเห็นภาพปรากฏในทีวี-หนังสือพิมพ์ จึงได้ติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อปรากฏตัวแสดงความบริสุทธิ์ว่า มิได้เป็นผู้กระทำความผิด โดยนำพยานหลักฐานต่างๆ ยื่นต่อพนักงานสอบสวน ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยกเลิกหมายจับต่อศาล แต่ตำรวจมิได้ดำเนินการ และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาล ต่อมาศาลได้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า มิใช่อำนาจของศาล ขั้นตอนอยู่ที่พนักงานสอบสวน
ส่วนประเด็นที่ตำรวจทราบแล้วว่า บุคคลที่ออกหมายจับมิใช่ผู้กระทำความผิด แต่ยังดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไปนั้น คณะอนุกรรมการเห็นว่า เป็นการขัดต่อหลักความยุติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระ และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องในการที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลต่อไป ต้องเสียทั้งเงิน เวลา และชื่อเสียง ทั้งที่ความผิดมิได้เกิดจากการกระทำของผู้ร้องแต่อย่างใด จึงถือได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ร้อง
ดังนั้น คณะอนุกรรมการจึงกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหา คือ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเยียวยาความเสียหายต่อผู้ร้อง โดยเยียวยาความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของผู้ร้องตามกฎหมาย
ด้าน นายปรัชญา กล่าวว่า จะส่งเอกสารไปให้ทนายความ เพื่อรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติในคดีอาญา ก่อนที่จะฟ้องคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และหน้าที่การงาน ธุรกิจก็ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงต้องการให้อัยการเพิกถอนหมายจับ เพราะทุกวันนี้ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหามีคดีติดตัว 5 ข้อหา
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ระบุว่า เรื่องฟ้องใครก็ฟ้องได้ แต่จะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน คณะกรรมการสิทธิฯ ก็พูดไปอย่างนั้น ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการสิทธิฯ ก็เคยไปละเมิดสิทธิคนอื่น ดังนั้น เรื่องนี้จะฟ้องก็ฟ้องได้
"เขาสารภาพเองว่า เป็นบุคคลตามหมายจับ ตำรวจก็ต้องดำเนินการจับกุมตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อใช่บุคคลตามหมายจับก็ต้องจับ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่จับ การดำเนินคดีทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และที่มันวุ่นวายก็เพราะคณะกรรมการสิทธิฯ" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายปรัชญา และนายยุทธพงศ์ ถูกตำรวจกล่าวหาว่าเข้าไปลอบวางระเบิดหน้าห้างซีคอนสแควร์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 พร้อมกับใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดเสนอให้ศาลอนุมัติหมายจับ เมื่อภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนได้ออกมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน พร้อมกับปรากฏตัวต่อศาลว่าเป็นบุคคลในภาพจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้วางระเบิด เพียงแต่ไปดูภาพยนตร์เท่านั้น ตำรวจจึงจับกุมนำตัวมาสอบสวนดำเนินคดีที่ สน.ประเวศ และแจ้งความผิด 5 ข้อหา คือ 1.ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย 2.พยายามฆ่า 3.ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน 4.ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และ 5.ความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งต้องนำเงินสดมาประกันตัวคนละ 1 แสนบาท เมื่อสอบสวนไปได้ไม่นาน จึงสรุปว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดีจึงสั่งไม่ฟ้อง จนกระทั่งวันที่ 3 เมษายน 2550 ทั้งสองจึงได้เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสรุปว่าตำรวจกระทำการละเมิดสิทธิดังกล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
