เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 เม.ย. ที่บริเวณป่าแม่รำพึง หมู่ 1 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านบางสะพาน ร่วมกันทำบุญพื้นที่ป่าพรุที่ถูกบุกรุกออกเอกสารสิทธิ ก่อนที่จะมีการแปลงสภาพให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมโรงถลุงเหล็ก นายวิฑูร บัวโรย แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง กล่าวว่า วันนี้เราร่วมกันทำบุญผืนป่าแห่งนี้ พร้อมทั้งเชิญธงอนุรักษ์ขึ้นสู่ยอดเสาเป็นการประกาศว่า ชาวบ้านแม่รำพึงพร้อมที่จะปกป้องผืนป่าแห่งนี้ ขณะนี้กลุ่มทุนได้ทำการปรับที่ดินรุกเข้าทำลายป่าพรุบางส่วน โดยใช้รถแบ๊กโฮเข้าเปิดพื้นที่ ทำให้พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นที่จะรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ได้อีก นอกจากการใช้กำลังของชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าระวังป่าพรุตลอด 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. เป็นต้นไปซึ่งการรักษาป่าพรุผืนป่าชุ่มน้ำในวันนี้ คือโอกาสสุดท้ายในการรักษาฐานชีวิตของคนบางสะพานไว้ หากเราปล่อยให้มีการทำลายก็เท่ากับเรากำลังปล่อยให้ชีวิตชาวบ้านถูกทำลาย
วันเดียวกัน นางสุนีย์ ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบพื้นที่ป่าพรุว่า การก่อสร้างโรงถลุงเหล็กมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่ทางโรงงานขอใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการ ที่พบว่ายังมีข้อสังเกตเรื่องที่มาของเอกสารสิทธิ ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ป่าพรุสาธารณะซึ่งไม่มีร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ใดๆ การขออนุญาตใช้ที่สาธารณะและป่าสงวนแห่งชาติ ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
นางสุนีย์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันตนได้รับทราบจากนายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า ขณะนี้ได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิของเครือสหวิริยาไปแล้ว 7 แปลง และกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบอีก 58 แปลง ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะเป็นแปลงที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างโรงถลุงเหล็กหรือไม่ อย่างไรก็ตามทางกสม.ได้ทำหนังสือเร่งรัดไปที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน 17 แปลง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยให้ปัญหานี้ค้างนานไป อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่มากขึ้น
นางสุนีย์กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ว่า ตนได้รับการยืนยันจากนายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เห็นชอบอีไอเอไปแล้ว แต่ขณะนี้มีการระงับขั้นตอนการส่งอีไอเอให้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากมีข้อท้วงติงในประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน สถานะของพื้นที่ชุ่มน้ำของป่าพรุแม่รำพึง และการไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่สาธารณะบางบริเวณ โดยมีการมอบหมายให้สผ.เข้าไปศึกษาป่าพรุเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังระบุถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะทำงาน 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายจังหวัด ฝ่ายชาวบ้าน ฝ่ายสหวิริยา และฝ่ายกสม. เพื่อแก้ปัญหาที่ดินในกรณีนี้ อันเป็นมติจากที่ประชุมร่วมกันเมื่อกลางเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทางฝ่ายสหวิริยาได้ขอถอนตัวโดยระบุว่า ตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ ส่วนด้านกสม.นั้นได้เฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุ่มน้ำจากสผ. 2 คน กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมป่าไม้อีกหน่วยละ 1 คน และทำหนังสือให้กับทางจังหวัดประจวบฯ เรียบร้อยแล้ว
หน้า 10
ข้อมูลจาก ข่าวสด
