เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. หลังจากที่พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้วันแรก โดยเปิดโอกาสให้หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วสามารถใช้คำนำหน้าว่า นาง หรือ นางสาว ก็ได้ตามความสมัครใจ ปรากฏว่าบรรยากาศตามสำนักงานเขตต่างๆ ในวันแรกเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยทยอยไปเปลี่ยนใช้คำว่า นางสาว ทั้งในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 08.30 น.กระทั่งปิดทำการในเวลา 16.30 น. โดยส่วนใหญ่จะเป็นหญิงที่ผ่านการจดทะเบียนหย่ามานานมากแล้ว จึงเดินทางมาขอเปลี่ยนใช้จากคำว่า นาง เป็น นางสาว มากที่สุด ซึ่งจากการเปิดให้เปลี่ยนคำนำหน้านามหญิงในวันแรก พบว่ามียอดรวมทั้งหมด 391 ราย โดย 5 เขตที่มีมามากที่สุด ได้แก่ 1.เขตดอนเมือง 25 ราย รองลงมา คือ เขตบางซื่อ 18 ราย เขตสายไหม เขตสาทร และเขตจตุจักร เขตละ 15 รายผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับเขตที่ไม่สามารถดำเนินการเปลี่ยนคำนำหน้านามหญิงได้เนื่องจากระบบออนไลน์ขัดข้อง คือ เขตลาดพร้าวและเขตบางกอกใหญ่ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนให้ได้แม้แต่รายเดียว ทั้งนี้จากการสอบถามไม่พบว่ามีผู้มีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญหรือสาวสังคมชั้นสูงมาเปลี่ยนคำนำหน้านามแต่อย่างใด มีเพียงผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งเดินทางไปเปลี่ยนที่เขตภาษีเจริญ แต่ไม่สามารถเปิดเผยนามได้เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ขณะที่นางภาวิณี อามาตย์ทัศน์ ผอ.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนคำนำหน้านามมาเป็นนางสาวมานานแล้ว แต่เมื่อจะไปเปลี่ยนวันนี้กลับได้รับการทัดทานจากสามีและลูกๆ ดังนั้นจึงจะขอเจรจากับครอบครัวก่อน คาดว่าจะใช้เวลาเจรจาสักระยะหากเห็นด้วยจะไปเปลี่ยนแน่นอน
จากการสอบถามคู่สมรส ที่มาติดต่อยังสำนักงานเขต ส่วนใหญ่จะทราบเรื่องกฎหมายใหม่ที่ให้นางกลับเป็น น.ส.ได้ โดยความเห็นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เห็นว่าเมื่อจดทะเบียนแล้วควรใช้นาง จะเหมาะสมกว่า เพราะถ้าอายุมากแล้วและยังใช้น.ส.จะดูผิดปกติ อีกกลุ่มเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เพราะการใช้ น.ส. จะได้รับโอกาสมากกว่าการใช้นาง ทั้งนี้ หลังจากมีการประชาสัมพันธ์ การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีประชาชนโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดเรื่องดังกล่าวที่สำนักงานเขตจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่จดทะเบียนหย่าแล้วประสงค์จะขอกลับมาใช้ น.ส.มากที่สุด
(กรอบบ่าย)
หน้า 14
ข้อมูลจาก ข่าวสด
