(11มิ.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษนำสำนวนคดีอาญาพิเศษที่ 11/2551 ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดในลักษณะ แชร์ลูกโซ่ โดยมีผู้ต้องหารวม 10 คน ถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง ตำบลแจระแม และตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ได้ร่วมกันหลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ที่ควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนทั่วไป ด้วยการประกาศเชิญชวนและโฆษณาให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และแจกเอกสารเป็นแผนการจ่ายเงินปันผลโดยอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัทสตาร์ ไวด์ เวิลด์ จำกัด ซึ่งจะนำเงินไปซื้อข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภค ส่งไปขายที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ประสบภัยสึนามิและได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมากจากสหประชาชาติและกลุ่มประเทศมุสลิม ซึ่งจะทำให้ได้กำไรเท่าตัว และจะได้รับปันผลตอบแทนการลงทุนคืนภายใน 15 วันพ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทฯ ดังกล่าวไม่มีการจดทะเบียนบริษัท และแผนการลงทุนของบริษัทดังกล่าวเป็นการเสนอแผนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ในความเป็นจริงผู้ต้องหาไม่ได้ประกอบกิจการหรือธุรกิจใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะสามารถหาผลประโยชน์ตอบแทนมาให้กับผู้ร่วมลงทุนในอัตราดังกล่าวได้ แผนการตลาดดังกล่าวเป็นเพียงอุบายหรือวิธีการใช้เงินต่อเงินหรือหมุนเงิน โดยเป็นการนำเงินของสมาชิกรายใหม่ไปจ่ายหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายเก่า ซึ่งเมื่อใดไม่มีผู้ร่วมลงทุนเพิ่ม ก็ไม่มีเงินที่จะนำไปจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิก การกระทำของผู้ต้องหาจึงมีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นกว่า 1,000 ราย ทำให้ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท การกระทำของผู้ต้องหา เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า สำหรับผู้เสียหายที่ไม่ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ผู้เสียหายจัดเตรียมเอกสารหลักฐานการลงทุนที่มีอยู่ ไปพบเจ้าหน้าที่กลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบหรือโทรแจ้งสายด่วน 1359 หรือส่งเอกสารไปยัง ตู้ ปณ. 1359 ปณจ. บางรัก หรือเข้าไปที่ เว็บไซต์ www.fincrime@mof.go.th โดยหากประชาชนผู้เสียหายรู้เบาะแสเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ ของผู้ต้องหา ข้อให้แจ้งข้อมูลกับดีเอสไอ หรือ กลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบ เพื่อติดตามอายัดทรัพย์สินนำมาคืนให้ผู้เสียหายต่อไป
ม็อบสิบล้อไม่ใช่แค่น้ำมันแพง ส่วย-ทุนข้ามชาติ เมฆดำที่คืบคลานเข้ามา
คาราวานรถบรรทุกจอดเรียงรายตามไหล่ถนน ทั้งที่ริมถนนสายเอเชีย ถนนสุขุมวิท หน้านิคมอุตสาหกรรม และที่ถนนสายนครราชสีมา-จักราช ในช่วงเช้าวันที่ 11 มิถุนายน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
