ตำรวจลุยสอบพยานคดีรุ่นพี่ ม.ราชมงคลฯรับน้องโหด เชื่อจงใจทำร้าย ด้านรุ่นพี่เผ่นหนีตั้งหลัก เหยื่อผวาขอย้ายไปเรียนที่ใหม่ พ่อแม่เหยื่อเข้าพบตำรวจ ยันเอาเรื่องถึงที่สุด ขณะที่อธิการฯ เสียใจ พร้อมตั้งกก.สอบ ลั่นผิดจริงสั่งพักเรียน 1 ปี(17มิ.ย.) พ.ต.อ.กิตติพันธุ์ จุนทการ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่ นายสุรเดช สุวรรณรัตน์ อายุ 20 ปี ถูก รุ่นพี่ ทำร้ายร่างกายในงานรับน้องใหม่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตกรุงเทพ ว่า เรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ตนสั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาข้อมูลในจุดเกิดเหตุ รวมทั้งสอบปากคำพยานแวดล้อมต่างๆ และสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้เสียหายยังให้การไม่ชัด และท่าทางผู้เสียหายยังไม่แน่ใจว่าจะเอาเรื่องรุ่นพี่หรือไม่ จะต้องรอปรึกษาผู้ปกครองก่อน แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญา แต่ผู้เสียหายไม่ต้องการเอาเรื่อง เจ้าหน้า ที่ตำรวจก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที
"เบื้องต้นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์หรือเปล่า บาดแผลที่เกิดขึ้นเกิดจากความจงใจหรือประมาท เพราะช่วงเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เห็นหน้าคนทำ เพราะนอนคว่ำหน้า และไม่รู้ว่าสเปรย์ฉีดผ่านไฟแช็คจริงหรือเผล่า หรือเกิดจากอุบัติเหตุรุ่นพี่ต่อบุหรี่แล้วเกิดประกายไฟ เพราะสเปรย์เป็นวัตถุไวไฟ แต่เราดูจากรูปถ่ายแล้วเห็นว่าเแผลน่าจะเกิดจากความจงใจมากกว่า แต่ต้องตรวจสอบให้แน่อีกครั้ง ก่อนจะเอาผิดกับรุ่นพี่" พ.ต.อ.กิตติพันธุ์ กล่าว
ด้าน ผศ.เฉลิม มัติโก อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตกรุงเทพ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรู้สึกเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ จะรีบดำเนินการติดต่อไปยังผู้ปกครองของผู้เสียหาย เพื่อรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าวโดยจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล สำหรับเรื่องการศึกษาหากผู้เสียหายไม่ต้องการที่จะเรียนที่นี่ต่อไป แต่อยากจะย้ายไปเรียนที่อื่นที่เป็นเครือข่ายราชมงคลฯก็ไม่มีปัญหา ทาง มหาวิทยาลัยจะติดต่อประสานงานให้ เพราะเราเข้าใจดีว่าเด็กไม่กล้าที่จะเรียนที่นี่ต่อไป เพราะเสียกำลังใจและเกรงกลัว แต่ผู้ปกครองต้องรีบประสานมหาวิทยาลัย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเด็กอาจเรียนไม่ทัน หากย้ายที่ไปเรียนที่ใหม่แต่ถ้าเด็กนักเรียนต้องการที่จะเรียนที่เดิม ทางมหาวิทยาลัยรับปากจะดูเป็นอย่างดี และจะรับประกันเรื่องความปลอดภัย
ผศ.เฉลิม กล่าวว่า รู้สึกเสียดายอนาคตเด็กทั้ง 2 ฝ่าย แต่คนผิดก็ต้องว่าไปตามความผิด เบื้องต้นทางมหาวิทยาลัยได้เรียกนักศึกษาปี 1 ทุกคนมาตรวจร่างกาย เพื่อหาบาดแผลรอยฟกซ้ำดำเขียวที่อาจเกิดจากการรับน้องใหม่ เพื่อสวบสวนเอาผิดรุ่นพี่ที่ใช้ความรุนแรงต่อไป ขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว โดยเรียกรุ่นพี่มาสอบสวนทีละคน แต่ขณะนี้นักเรียนรุ่นพี่ที่ถูกระบุชื่อทั้ง 3 คน ไม่ได้เดินทางมาที่มหาวิทยาลัย และติดต่อไม่ได้ ทางมหาวิทยาลัยจึงติดต่อไปยังผู้ปกครองเพื่อให้มารับฟังคำอธิบายและชี้แจงการกระทำผิด
โดยหากพิสูจน์แล้วว่าทำผิดจริงก็จะถูกลงโทษขั้นสูงสุดของมหาวิทยาลัย ซึ่งเบื้องต้นจะให้พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี และในระหว่างพักการเรียนจะให้มาบริการสังคม พร้อมทั้งทำการอบรมเพื่อละลายพฤติกรรมที่ไม่ดี ให้มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นเพราะเชื่อว่านักศึกษาทุกคนที่หลงผิดสามารถกลับมาเป็นคนดีได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะใจพาไป อารมณ์พาไป เป็นความคึกคะนองของวัยรุ่น
"ผมดีใจที่ผู้ปกครองของเด็กที่บาดเจ็บไปแจ้งความกับตำรวจเอาผิดรุ่นพี่ที่ใช้ความรุนแรง ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะเสื่อมเสียก็ตาม แต่เรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษาให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ระมัดระวังเรื่องการรับน้องไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้น ทางเราจะประสานตำรวจให้ช่วยเร่งรัดให้ดูแลคดี ทางตำรวจอาจคิดว่าเรื่องนี้ไม่ร้ายแรง เพราะไม่มีใครตาย แต่สำหรับมหาวิทยาลัยเราถือเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องจัดการให้เด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าผู้ปกครองไม่เอาผิด มหาวิทยาลัยจะแจ้งความเอาผิดเอง ส่วนการรับน้องที่ผ่านมาก็ให้จัดในมหาวิทยาลัย เพราะคุมง่าย อยู่ในสายตาอาจารย์ แต่ครั้งนี้มีรุ่นพี่กลุ่มเดียว กลุ่มเล็กๆ แอบไปทำในซอกตึกที่ไม่มีคนเห็นจนเกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้น" ผศ.เฉลิม กล่าว
ขณะที่นายรณรุจ คำแก้ว ลุงของนายสุรเดช ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตอนแรกหลานไม่กล้าเข้าแจ้งความเอาผิดรุ่นพี่ เพราะเกรงใจสถาบันกับพวกรุ่นพี่ แต่ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นกระทำการเกินกว่าเหตุ ต้องทำเรื่องจริงให้สังคมประจักษ์ จึงเข้าแจ้งความตำรวจให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนเรื่องการเรียนนั้นหลานยืนยันว่า จะไม่เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกแล้ว โดยต้องการย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 แต่ไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยจะดำเนินการเรื่องย้ายให้หรือไม่ เพราะหลานรับสภาพไม่ได้และไม่มีจิตใจที่จะเรียนต่อที่นี่อีกแล้ว ส่วนบิดามารดาของหลานเมื่อทราบข่าวก็คิดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด โดยได้เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นเป็นหลักฐาน และให้ปากคำเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
