เจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ จี้ เอาผิดพระปลอมออกเรี่ยไร-มารศาสนาตั้งแก๊งขี้เมามั่วสีกา ขึ้นทะเบียนห้ามกลับมาเป็นพระอีก ผู้ว่าฯ เต้นทำเสียชื่อจังหวัด สั่งอำเภอตรวจเข้มหมู่บ้านหัวโล้นภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ไม่เกี่ยวข้องกับข่าว
(24มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเจ้าคณะกทม.ออกมาแฉพระ ชีเก๊ออกเรี่ยไรและสร้างความเสียหายต่อพระพุทธศานา โดยเฉพาะมีพฤติกรรมแม่ชีในยามวิกาลมีการแอบค้ากามอีกด้วยนั้น โดยระบุว่าพระชีเก๊ส่วนใหญ่มาจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในจ.ชัยภูมิ ล่าสุด นายถาวร พรหมมีชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า เรื่องนี้ทำให้เสียหายต่อภาพพจน์จ.ชัยภูมิ ซึ่งเดิมเคยมีหมู่บ้านหนองขาม ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ พากันยึดอาชีพเป็นพระ ชี และเณร ปลอมกันทั้งหมู่บ้านมาแล้ว
ซึ่งจังหวัดเคยมีการเข้าไปปราบปรามอย่างหนักตรวจตราเวรยามข้าวของหมู่บ้านอย่างเข้มงวด ก็พากันเลิกอาชีพนี้ไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2546 แต่มาวันนี้อาจจะเป็นเนื่องด้วยว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะไม่ดี ทำให้ชาวบ้านบางส่วนกลับมายึดอาชีพนี้คืนได้
ดังนั้นเรื่องนี้ ต้องขอตรวจสอบก่อน ซึ่งจะให้ทางอ.แก้งคร้อลงพื้นที่ดูแลตรวจตราว่ามีจริงหรือไม่ กับการที่มีพระ ชี เก๊ของ จ.ชัยภูมิ กลับไปมีพฤติกรรมดังกล่าวอีก รวมทั้งตั้งด่านตรวจสอบการออกเข้าหมู่บ้านว่าใครมีพฤติกรรมโกนหัวออกจากพื้นที่ด้วยหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการลงไปส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนมีงานทำอย่างจริงจัง และขอวอนว่าเรื่องนี้ทำให้เสียหายต่อจังหวัดเป็นอย่างมาก
ขณะที่พระวีระชัยธรรมคณี เจ้าคณะ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวมีการประชุมคณะสงฆ์ ให้ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมพระลูกวัดด้วย เพื่อไม่ให้ไปทำเสื่อมเสียได้ และในส่วนพระปลอม ทางพระคงเข้าไปเกี่ยวอะไรไม่ได้และน่ามีกฎหมายที่เข้มงวดกว่านี้ออกมาป้อง กันการแต่งกายลอกเลียนแบบสงฆ์ให้มีโทษหนักมากกว่านี้ เพราะเมื่อมีการดำเนินการจับกุมไปมีโทษสั่งปรับเพียง 500 บาท แล้วก็จบพอออกไปแล้วพวกนี้ก็จะออกมาทำพฤติกรรมดังกล่าวอีก
โดยเฉพาะหมู่บ้านพระปลอมที่ต.หนองขาม จ.ชัยภูมิ ที่เคยมีพฤติกรรมไปสร้างความเสียหายต่อศาสนาซึ่งไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น ที่ผ่านมายังพบว่ามีการปลอมเป็นพระหากินถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการทำเป็นครอบครัว โดยพ่อปลอมเป็นพระ ส่วนแม่จะปลอมเป็นชี ส่วนลูกจะปลอมเป็นเณร เรื่องนี้มีการพูดกันมานานแต่ไม่จบเสียทีเพราะกฎหมายเรื่องนี้ยังล้าหลังเอาผิดผู้กระทำเบาเกินไป ทำให้คนกระทำผิดไม่เกรงกลัวต่อกฏหมาย
ด้านพระครูสันติ จันทวิมล เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว ต.ในเมือง อ.เมืองชัยภูมิ ให้ความเห็นอีกว่า เรื่องพระปลอม และมารผ้าเหลืองพระขี้เมาในปัจจุบันมีให้เห็นอยู่บ่อยมาก แต่แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียที อย่างการปลอมเป็นพระออกไปเรี่ยไร ได้เงินหลายพันบาท แต่ถูกจับเสียค่าปรับเพียง 500 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าคุ้มต่อการเสี่ยง ถูกจับก็จะกลับมาทำเช่นเดิมอีก
ส่วนพระขี้เมามั่วสีกา พวกนี้เป็นพระจริงที่มาขอบวช แต่พอมีพฤติกรรมแบบนี้และถูกจับได้ก็ได้แค่สึกออกไป แล้วไม่นานก็บวชใหม่อีก จุดนี้น่าที่จะต้องเพิ่มเรื่องการแก้ไขปัญหาขึ้นมาด้วย ในเรื่องของการบันทึกประวัติการบวช ว่าเคยมีประวัติเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา เรื่องของอุปัชฌาย์ที่จะรับบวชพระในยุคไอทีต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น ไม่เช่นนั้นประชาชนที่เคยเห็นพระรูปนั้นรูปนี้ขี้เมา มีประวัติมั่วสีกา ก็พากันงงว่าพระรูปนี้กลับมาบวชอีกได้อย่างไร ทำให้ศาสนาเริ่มขาดความศรัธทามัวหมองจากประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามมาอย่างเลี่ยงได้ยาก
"ดังนั้น เรื่องการแก้ปัญหาพระ ชีปลอม รวมไปถึงมารผ้าเหลืองขี้เมา เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยน แต่กฎระเบียบปฏิบัติของสงฆ์เองยังล้าหลัง ก็ไม่ทันการในการปฏิบัติและตรวจสอบสิ่งที่เหมือนเหลือบไรที่จะมาเกาะกินศาสนาให้เสื่อมถอยลงได้" พระครูสันติ กล่าว
ด้านนายแสง จันทร์บุตรสา กำนันต.หนองขาม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยากที่จะปราบปรามพระปลอมในพื้นที่เพราะปัจจุบันชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ไปหากินอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก จะมาตั้งด่านตรวจทุกวันนี้คงไม่เห็นแล้ว ซึ่งเห็นด้วยในการที่จะเร่งแก้กฎหมายและบทลงโทษให้รุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างพระปลอมส่วนใหญ่ไปจากบ้านเราหากินอยู่มาเลเซีย พอถูกจับส่งมาก็ปรับ 400-500 บาท ติดคุกไม่เกิน 7 วัน พอออกไปไม่นานก็กลับมาทำอีกเป็นอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีจบ และสร้างความเสียหายให้จ.ชัยภูมิมาตลอด
ภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
