คอลัมน์ แฟ้มคดีแม้สถานการณ์ด้านกำลังพลจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก เพราะต้องแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปดูแลม็อบพันธมิตร ที่ปักหลักประท้วงยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือน แต่ตำรวจก็สามารถพิชิตคดีปล้นสะเทือนเมืองได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น
นั่นคือคดีคนร้ายบุกปล้นธนาคารกรุงเทพ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณ ภูมิ เมื่อเช้าวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา
กวาดเงินสดไปเกลี้ยงเซฟถึง 3.3 ล้านบาท!!!
คนร้ายกลุ่มนี้นำโดยอดีตรปภ.ของธนาคารเองคือนายสุพชฌาย์ หรือต้อม ภูถูกหมอก อายุ 31 ปี ลงมือก่อเหตุพร้อมเพื่อนอีก 2 คนประกอบด้วยนายศิริศักดิ์ ยอดเจริญ อายุ 34 ปี คนขับรถบัสในสนามบินสุวรรณภูมิ และนายสมควร สีวรรณา อายุ 35 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่
การสืบสวนของตำรวจเป็นไปตามการสันนิษฐานตั้งแต่แรกว่าคนร้ายน่าจะเป็นอดีตพนักงาน หรือรู้จักพนักงานในธนาคาร เพราะลงมืออย่างรวดเร็ว รู้ลักษณะการทำงานของพนักงานแบงก์ รู้จุดติดตั้งกล้องและเทปวงจรปิด และยังรู้เส้นทางหลบหนีออกจากพื้นที่โดยไม่ถูกกล้องวงจรปิดของสนามบินจับภาพได้!??
เมื่อรวมกับการที่นายตำรวจระดับสูงทั้งพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. เข้ามาควบคุมคดีอย่างใกล้ชิด ทำให้ตำรวจใช้เวลาสั้นอย่างยิ่งในการพิชิตคดีนี้
รวมทั้งสามารถตามยึดเงินสดของกลางกลับคืนมาได้เกือบครบตามจำนวน
หลังเกิดเหตุคนร้ายสวมหมวกไอ้โม่งบุกปล้นธนาคารกรุงเทพ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นอาคารสำนักงานอยู่มุมด้านซ้ายของลานจอดรถ ภายในสถานีจอดรถบัสเทอร์มินอล โซนจี ของสนามบิน
พล.ต.อ.พัชรวาท สั่งการให้พล.ต.อ.จงรัก เข้ามาดูแลคดีนี้ด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นคดีที่อุกอาจ และเกิดขึ้นภายในบริเวณสนามบินแห่งชาติ
ชุดทำงานระดมมาจากตำรวจบช.ภาค1 ตำรวจสมุทรปราการ และสภ.ต. ราชาเทวะ เจ้าของท้องที่ นำทีมโดยพล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภาค 1 พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผบช.ภาค 1
ตำรวจสอบปากคำพนักงานชาย-หญิงรวม 8 คนของธนาคาร พบการลงมือของคนร้ายลักษณะคล้ายกับรู้ระบบการทำงานของธนาคารเป็นอย่างดี!??
คนร้ายเป็นชาย 2 คน แต่งกายคล้ายตำรวจ สวมเสื้อคลุมปักคำว่าPOLICE เดินเข้ามาระหว่างที่พนักงานเพียง 2 คนมาเปิดประตูธนาคารในตอนเช้า
พนักงานไม่ได้เอะใจเพราะคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่สายตรวจ ที่ต้องแวะมาอยู่แล้ว อีกทั้งตู้เอทีเอ็มก็ตั้งอยู่ภายในธนาคารด้วย
หลังเข้ามาได้คนร้ายก็ใช้มีดและปืนจับพนักงานใส่กุญแจมือและให้ไปอยู่ด้านหลัง
จากนั้นก็ดักรอพนักงานที่ทยอยเข้ามาทำงานทีละคน สองคน ถูกจับไปอยู่รวมกัน ก่อนที่จะบังคับให้คนถือกุญแจเซฟเปิดตู้ให้
คนร้ายยังระมัดระวังตัวด้วยการให้เทปกาวพันนิ้วมือทั้งสิบเอาไว้เพื่อไม่ทิ้งร่องรอย รวมทั้งหยิบเทปกล้องวงจรปิดเอาไปด้วย
แต่การที่คนร้ายระมัดระวังเช่นนั้น ทำให้ตำรวจสงสัยว่าน่าจะเป็นอดีตพนักงาน หรือมีคนในคอยเป็นสายให้ จึงรู้ดีไปหมดเสียทุกอย่าง!??
ที่สำคัญกล้าลงมือปล้นภายในสนามบินแห่งชาติ ทั้งๆ ที่มีตำรวจ และรปภ.รวมทั้งกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่จำนวนมาก
แต่เหมือนคนร้ายจะรู้ว่าจุดที่ตั้งของธนาคารเหมือนเป็นจุดบอดของสนามบิน เพราะในละแวกใกล้เคียงไม่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่เลย!??
อย่างไรก็ตามได้เบาะแสสำคัญจากคำให้การของพนักงาน ที่ระบุว่าคนร้ายคนหนึ่งที่สวมหมวกไหมพรมอำพรางใบหน้า มีลักษณะท่าทางที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
ขณะที่คนร้ายอีกรายซึ่งไม่ได้สวมหมวกไหมพรมก็คุ้นหน้าคุ้นตาไม่น้อย!??
วันรุ่งขึ้นตำรวจออกภาพสเกตช์คนร้ายได้ 1 ราย พยานระบุว่าคลับคล้ายคลับคลากับพนักงานขับรถบัสรับส่งในสนามบินสุวรรณภูมิ คือนายศิริศักดิ์ ยอดเจริญ อายุ 34 ปี
นายศิริศักดิ์ สนิทสนมกับนายสุพชฌาย์ หรือต้อม ภูถูกหมอก อายุ 31 ปี อดีตรปภ.ของธนา คารที่ถูกไล่ออกเมื่อกลางปีที่แล้ว เนื่องจากมีปัญหาในการทำงาน
เมื่อได้ชื่อและภาพของคนร้าย ตำรวจสอบปากคำพนักงานซ้ำอีกรอบ ซึ่งทุกคนก็ให้การใกล้เคียงว่าบุคลิกของคนร้ายที่สวมหมวกไหมพรม คล้ายกับนายสุพชฌาย์ จริง!??
โดยนอกจากจะเคยทำงานกันมานานแล้ว หลังถูกไล่ออกนายสุพชฌาย์ ยึดอาชีพขับรถแท็กซี่ภายในสนามบิน จึงพบเจอกันบ่อยๆ
พนักงานคนหนึ่งจำได้แม่นยำเพราะเพิ่งโดย สารรถของนายสุพชฌาย์ ไม่กี่วันก่อนเหตุเกิด!??
บุคคลทั้ง 2 ยิ่งน่าสงสัยหนักขึ้นเมื่อตำรวจ ไปตรวจสอบที่บ้านพักในกรุงเทพฯ พบว่าหาย ตัวไปทั้งคู่!??
ตํารวจประสานไปยังพื้นที่ซึ่งมีบ้านญาติพี่น้องของผู้ต้องสงสัย กระทั่งได้รับข้อมูลว่ามีคนพบนายสุพชฌาย์ และนายศิริศักดิ์ ไปปรากฏตัวที่จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านของเมีย
เช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน หรือเพียง 2 วันหลังเกิดเหตุ ตำรวจภาค 1 ประสานกับตำรวจลพบุรี ยกกำลังนับร้อยนายบุกไปยังบ้านพักลขที่ 128 / 1 หมู่ 4 ต.บ้านใหม่สามัคคี อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ของนายออน วงษ์สุขะ พ่อตานายสุพชฌาย์
เป็นไปตามคาด นายสุพชฌาย์ และนายศิริศักดิ์ เดินทางมาที่นี่จริงๆ!!!
นายออน ระบุว่าลูกเขยกับเพื่อนนั่งรถปิกอัพที่มีเพื่อนอีกคนขับมาส่ง ก่อนเดินทางกลับไป ส่วนนายสุพชฌาย์ กับนายศิริศักดิ์ ให้เงินพ่อตาจำนวน 1 แสนบาทเศษ และให้ช่วยซื้อของกินของใช้ก่อนหลบขึ้นไปซ่อนตัวบนเขาขวาง ใกล้ๆ บ้าน
เจ้าหน้าที่กระจายกำลังออกล่าตัว โดยปิดถนนทุกเส้นทาง พร้อมประสานเฮลิ คอปเตอร์ตำรวจมา บินวนตามล่าอีกทางหนึ่ง
ผ่านไปหลายชั่ว โมงตำรวจก็ประสบผลสำเร็จเมื่อพบนายสุพชฌาย์ และนายศิริศักดิ์ ที่หลบหนีกระเซอะกระเซิงมาอยู่ริมห้วยกลางเขา
คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มตำรวจ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ยิงขู่ขึ้นฟ้าและระดมมาปิดล้อมจนไร้ทางถอย
2 โจรปล้นแบงก์ก็ยอมจำนนแต่โดยดี
เจ้าหน้าที่เข้าล็อกตัวพร้อมตรวจค้นพบเงินสด 1 ล้านบาทเศษ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ และปืนพกของรปภ.ธนาคารที่คนร้ายหยิบไปด้วย
เมื่อเค้นสอบถึงเงินส่วนที่เหลืออีกเกือบ 2 ล้านบาท ตอนแรกผู้ต้องหาทำทีอิดออด แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปากว่าเงินส่วนหนึ่งประมาณ 1 ล้านบาทซุกไว้ในไหและนำไปซ่อนใกล้ๆ บ้านพ่อตา!!!
อีกส่วนหนึ่งจำนวน 6 แสนบาท จ่ายเป็นส่วนแบ่งให้นายสมควร สีวรรณา ทำหน้าที่ขับรถพาหลบหนี
วันเดียวกันนายสมควร ก็ถูกตำรวจตามล็อกได้ที่บ้านญาติจ.สมุทรสาคร พร้อมเงินของกลาง 550,000 บาท ซึ่งซ่อนไว้บนฝ้าเพดาน
เงินที่เหลือนายสมควร ระบุว่านำไปใช้จ่ายและชำระหนี้ไปหมดแล้ว
อย่างไรก็ตามปฏิบัติการอย่างรวดเร็วครั้งนี้ทำ ให้ตำรวจสามารถตามยึดเงินกลับมาคืนธนา คารได้ถึง 3.2 ล้านบาท
ผู๏ฟฝต้องหาทั้ง 3 คนพร้อมของกลางทั้งหมด ถูกนำเข้ากรุงเทพฯ โดยผบ.ตร.และรองผบ.ตร. ร่วมกันสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมทั้งคุมตัวไปทำแผนประทุษกรรมประ กอบคำรับสารภาพ
ตำรวจสอบประวัติพบว่านายสุพชฌาย์ ซึ่งเป็นต้นคิดวางแผนทั้งหมด เคยต้องคดียาเสพติด นอกจากนี้ยังมีเมียหลายคนอีกด้วย
นายสุพชฌาย์ สารภาพว่าก่อนหน้านี้เคยทำงานอยู่แบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ แล้วเกิดปัญหาจนถูกย้ายมาประจำสาขาสุวรรณภูมิ แต่สุดท้ายก็ถูกให้ออกเมื่อกลางปี 2550
หลังออกจากงานมายึดอาชีพขับรถแท็กซี่หากินในละแวกสนามบิน แต่เงินก็ไม่พอใช้รวมทั้งต้องการเงินสักก้อนเพื่อไปตั้งตัวจึงวางแผนปล้นธนาคารเสียเลย!!!
ผู้ต้องหาสารภาพว่ามาดูลาดเลาล่วงหน้า 3 วัน พร้อมวางแผนการอย่างละเอียดโดยติดต่อนายศิริศักดิ์ และนายสมควรมาร่วมงาน
เนื่องจากรู้ลักษณะการทำงานของธนาคาร รวมทั้งทราบว่าที่ตั้งไม่มีกล้องวงจรปิดจับภาพ จะมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจและรปภ.สนามบิน ขับรถผ่านเท่านั้น
ส่วนรปภ.ของธนาคาร ตามระเบียบจะมารับปืนที่เก็บไว้ในธนาคาร แก๊งนี้จึงเลือกลงมือในตอนเช้า และทุกขั้นตอนก็ผ่านไปด้วยดี
แต่มาพลาดท่าตรงที่พนักงานแบงก์จำลักษณะท่าทางได้ จนกลายเป็นเบาะแสสำคัญให้ตำรวจสาวถึงตัว
ความสำเร็จครั้งนี้นอกจากเบาะแสจากพยานหลายปากแล้ว การสืบสวนสอบสวนและจริงจังกับการไล่ล่าคนร้ายของตำรวจที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนสำคัญ
แม้ห้วงเวลานี้กำลังพลในการทำงานอาจจะด้อยลง เนื่องจากตำรวจภาค 1 เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือนครบาลดูแลม็อบพันธมิตร ทำให้ฝ่ายปฏิบัติการที่ต้องสอดส่องดูแลความปลอดภัยของประชาชน หรือติดตามในคดีอื่นๆ ลดจำนวนลง
ทว่าด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าปกติ แต่ตำรวจก็ปฏิบัติการล่าโจรปล้นแบงก์ได้อย่างรวดเร็ว และหมดจดอย่างยิ่ง!!!
หน้า 2
ข้อมูลจาก ข่าวสด
