หมักลงจอ ไล่อัดซ้ำ หมอปชป.หมักคุยไปบ่นไปโดนตรวจโรคกลางสภา ฝากแพทยสภาช่วยดูจรรยาแพทย์ อัดสื่อสาระแนตีข่าวปรับครม.-จ้องเสี้ยม ลั่นไม่ยอมให้หนังสือพิมพ์มาพาดหัวสั่งให้ทำงาน นพดลปัดไม่รู้เรื่องปรับ ยันเป็นนักการเมืองต้องพร้อมทุกสถานการณ์ พปช.ฟุ้งหมัก-7 รมต.สอบผ่าน เย้ย ปชป.มีแต่ข้อมูลเก่า หมอมาลินีแจงวิเคราะห์ให้ปรับปรุงตัวเองไม่ใช่ตรวจโรค ปชป.คุยลั่นอภิปรายทำรัฐบาลสะเทือนหลายแง่มุม ทั้งชะลอรถเมล์เช่า-ระงับโยกย้าย-ยับยั้งเขาพระวิหาร-พบรมต.จ้างสอบแทน โพลชี้คนพอใจผลงานฝ่ายค้าน แต่ยังหนุนหมักนั่งทำงานต่อ คตส.สรุปผลงานเตรียมส่งไม้ต่อป.ป.ช. ส่งฟ้องแล้ว 4 คดี อยู่ที่อัยการอีก 7 ยังค้าง 13 สำนวน ยันทำเต็มที่แล้ว ถึงแม้วรอดคดีก็พอใจ
หมักอารมณ์ดี-พอใจซักฟอก
วันที่ 29 มิ.ย. เวลา 08.30 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ว่า มีคำถามเข้ามามากมายว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็ต้องบอกว่าพอไหว ทำหน้าที่มาครบถ้วนเรียบร้อย 6 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ เสร็จเมื่อคืนวันที่ 28 มิ.ย. หกวันหกคืน เป็นหน้าที่ เป็นการอภิปรายในสภาโดยวุฒิสมาชิก สมาชิกฝ่ายค้านอภิปราย 3 วัน อภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 อีก 2 วัน รวมเป็น 6 วัน
นายสมัครยังกล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณว่า ได้คำนวณดูเวลาเห็นว่าใกล้ 24.00 น. ถ้าให้รัฐมนตรีตอบกลัวจะยุ่ง เพราะต้องปิดสภา เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุม อยากจะให้ปลอดภัยจริงๆ และเห็นว่าได้อธิบายความกันมามากแล้ว พอสมควรแก่เหตุ คะแนนออกมา สนับสนุนงบประมาณ 419 ก็เป็นบรรยากาศที่ดี ทุกอย่างเรียบร้อยดี ถามว่าเป็นอย่างไรใน 6 วัน ก็ดีไปทำงานในสภา
ยังฉุนโดนตรวจโรคในสภา
ส่วนหมอผู้หญิงที่ได้มาตรวจสุขภาพกันกลางสภา ก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องอดทนอะไรมาก เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่เห็นผิดปกติก็คือว่า หมออยู่ในสภามาตั้งแต่เปิดสภาก็มีหมอมามาก เพิ่งมีคราวนี้ ผมไม่อยากใช้คำว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง เธอก็คิดว่าเธอทำหน้าที่ถูกต้อง ที่วินิจฉัยโรคคนไข้กลางสภา ผมเลยต้องต่อว่าสภา ก็สภาเขาเลี้ยงน้ำแดง ใครไปก็เลี้ยงน้ำแดงกับขนมเค้ก แล้วผมจะทำอย่างไร จะให้บอกไม่เอา ผมอายุมากแล้ว พูดอย่างนั้นได้อย่างไรมันเสียน้ำใจคนที่เขาเลี้ยง ใครไปเขาก็เลี้ยงอย่างนั้น นายสมัครกล่าว
นายสมัครกล่าวด้วยว่า ไม่คาดคิดเลยว่าถูกจับจ้องวิพากษ์วิจารณ์ คิดว่าเป็นความแปลกอย่างยิ่งในทางการเมือง คงต้องฝากแพทยสภาช่วยดูด้วย การที่นักการเมืองที่เป็นหมอวิพากษ์วิจารณ์วิเคราะห์คนไข้กลางสภา ท่ามกลางธารกำนัล จรรยาแพทย์มีตรงไหนอย่างไร
สับสื่อสาระแนตีข่าวปรับครม.
นายสมัครกล่าวในช่วงท้ายรายการ ว่า แม้ว่าเวลารายการจะเหลือน้อยแต่ยังมีเวลาคุยกันอีกมาก พอมีเวลา คงยังทำงานให้บ้านเมืองได้อีกยาวพอสมควร ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่คุย ท่านก็รู้ว่าทำไมถึงไม่คุย รวมทั้งเรื่องใครจะให้ปรับครม. ได้พูดในสภาไปแล้ว ไม่มาพูดซ้ำที่นี่
พาดหัวกันใหญ่โต เอิกเกริก สั่งปรับอย่างนั้นอย่างนี้ พรรคร่วมรัฐบาลสั่งบีบให้ปรับอะไรต่างๆ ผมก็บอกว่าให้คอยดูว่าแล้วจะเป็นอย่างไร แหม มันสาระแนกันจริงๆ ไอ้เรื่องเสี้ยมให้มันเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้คนนั่งเป็นรัฐมนตรีเขาต้องรู้ว่าข้างในเป็นอย่างไร แต่ไอ้การที่ออกข่าวพาดหัวกัน ผมไม่ให้หนังสือพิมพ์มาสั่งว่าอะไรเป็นอะไรหรอกครับ ผมจะไม่ให้หนังสือพิมพ์มาพาดหัวสั่งแล้วรัฐมนตรีต้องทำหงกๆ ไม่หรอกครับ ดูสิว่าใครจะแน่กว่ากัน เอ้า ทำนายมาสิ จะปรับจะปรุงอย่างไรก็ทำนายกันไปเลย แล้วหน้าแหกล่ะก็ อายคนที่เขาซื้ออ่านบ้างแล้วกัน นายสมัครกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังออกรายการ นายสมัครปฏิเสธให้สัมภาษณ์ และได้ขึ้นรถยนต์เดินทางออกจากสถานีไปในทันที อย่างไรก็ดี นายกฯ มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย - 3 ก.ค.นี้ จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังประเทศบรูไนเพื่อเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 ก.ค. ซึ่งถือเป็นประเทศสุดท้ายของการเดินทางเยือนประเทศในภูมิภาคเอเชีย สำหรับการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน นายกฯ มีกำหนดพบและหารือกับผู้นำจีน อาทิ นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน นายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน นายหลิว ฉี ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายกฯ จะเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปักกิ่ง 2008 ด้วย และโอกาสนี้นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีรับมอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ ที่มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง โดยตำแหน่งดังกล่าวทางมหาวิทยาลัยมอบให้กับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เดินทางเยือนประเทศจีน เพื่อเป็นเกียรติประวัติ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยรับตำแหน่งนี้มาแล้วเช่นเดียวกัน
นพดลปัดไม่รู้เรื่องปรับครม.
เวลา 06.50 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังจากเป็นประธานงานเดินวิ่งการกุศล เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 175 ปี ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ร่วมกับนายเอริก จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า เป็นดุลพินิจของนายสมัคร พรรคพลังประชาชนไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้ ส่วนที่มีกระแสข่าวจะปรับตนออกจากตำแหน่ง ไม่เคยได้ยินข่าวดังกล่าวภายในพรรคเช่นกัน ซึ่งนายกฯน่าจะชี้แจงเรื่องนี้ในรายการ สนทนาประสาสมัคร
เมื่อถามว่าหากถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีทำใจได้หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า เป็นนักการเมืองต้องพร้อมทุกสถานการณ์ เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่าอยากปรับคณะรัฐมนตรีแต่ปรับไม่ได้ นายนพดล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นดุลพินิจของนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้นายนพดล ดูเหมือนเป็นเป้าใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลถูกโจมตี นายนพดล กล่าวว่า ต้องยึดความถูกต้องอย่ายึดกระแส การบริหารบ้านเมืองยึดกระแสไม่ได้ เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง
รับเหนื่อยแต่ไม่ท้อ
เมื่อถามว่า รู้สึกกดดันในการทำงานหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ไม่กดดัน ต้องทำงานหลักต่อไป การเมืองเป็นงานที่ยาก ต้องทำความเข้าใจ เมื่อถามว่า ท้อใจหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า เหนื่อยแต่ไม่ท้อ และขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไป
เมื่อถามว่า รู้สึกน้อยใจหรือไม่ เพราะคะแนนจากการลงมติของส.ส. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้น้อยที่สุด นายนพดล กล่าวว่า นางอนุสรา ยังตรง ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ชี้แจงแล้วว่า กดคะแนนไม่ขึ้น หากกดคะแนนได้ก็ได้คะแนนเท่าๆ กับคนอื่น
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่ามีผู้ร่วมงานหลายร้อยคนและมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อเวลา 06.00 น. ระหว่างที่รอจะออกเดินวิ่งการกุศล มีชายคนหนึ่งที่มาร่วมงานเดินเข้ามาพร้อมกับตะโกนด่านายนพดลว่า นพดลขายชาติ จากนั้นได้วิ่งหนีไปทันที โดยที่ไม่มีใครติดตามไปจับตัว ส่วนนายนพดลมีสีหน้าเรียบเฉย
พปช.เย้ยปชป.มีแต่ข้อมูลเก่า
ที่พรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวถึงกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์นายสมัคร ว่าตอบคำถามการอภิปรายแบบเอาสีข้างเข้าถู ไม่มีภาวะผู้นำ ว่า เป็นการกล่าวหา เพราะเสียงสะท้อนที่ได้ในสภา และจากประชาชนปรากฏว่านายกฯ สอบผ่านในสภาในการอภิปรายครั้งนี้ เพราะทั้งนายกฯ และตัวรัฐมนตรีสามารถชี้แจงเหตุผลได้อย่างชัดเจน ตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่นำข้อมูลเก่ามาอภิปราย ขาดข้อมูลเชิงลึกและเป็นการใช้โวหารมากกว่า
การที่ส.ส.บางคนกล่าวหาว่าสมาชิกของพรรคพลังประชาชนที่ลุกขึ้นประท้วงเป็นการประท้วงแบบบัตรเติมเงินนั้น ถือว่าเป็นการพูดที่สร้างความเสียหาย เป็นการดูหมิ่นและไม่เหมาะสม อย่างไรตามมองว่าภาพรวมในการอภิปรายครั้งนี้ไม่รุนแรง เพราะยังมีภาพที่สวยงามระหว่างหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่แสดงความเคารพกับผู้นำรัฐบาล และต้องขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เท่าที่ตรวจสอบ เพราะทุกครั้งหากไม่เห็นด้วยอย่างมากจะเป็นการงดออกเสียง ร.ท.กุเทพ กล่าว
ยันรัฐมนตรีสอบผ่านทุกคน
เมื่อถามว่าหลังการอภิปรายจะปรับครม.หรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เท่าที่ฟังนายกฯพูดผ่านรายการสนทนาประสาสมัคร ถือว่ามีความชัดเจนอำนาจการปรับครม.เป็นของนายกฯ ส.ส.ไม่สามารถก้าวล่วงได้ และการตัดสินก็ไม่ควรทำตามการคาดการณ์หรือชี้นำของใคร ส่วนการปล่อยข่าวโยนว่ารัฐมนตรีคนใดจะถูกปรับออกนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่นายกฯยืนยันว่าจะไม่เต้นตามกระแสเพราะจะคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก
เมื่อถามว่านายนพดลชี้แจงข้อสงสัยกรณีเขาพระวิหารได้ชัดเจนแล้วหรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนชี้แจงได้อย่างชัดเจน รวมทั้งนายนพดล ก็สอบผ่านแล้วด้วยการลงมติไว้วางใจของสมาชิกรัฐสภา ดังนั้นไม่ควรจะวิพากษ์วิจารณ์ต่อ สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ขอวิจารณ์ เนื่องจากเป็นขั้นตอนกระบวนการที่ศาลจะพิจารณา
เมื่อถามว่านายนพดลจะต้องรับผิดชอบทางอาญาด้วยหรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การตรวจสอบทางการเมืองจบสิ้นแล้ว เเละสภาก็ให้การรับรองอย่างถูกต้อง ส่วนการพิจารณาทางอาญาเป็นคนละเรื่องกัน แต่หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย มีข้อมูลและหลักฐานโยงไปถึงก็ต้องชี้แจงและรับผิดชอบ
ลั่นปรับครม.แค่ข่าวปล่อย
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลเรียกร้องให้มีการปรับครม. ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นข่าวลือ ข่าวปล่อย และยืนยันว่าไม่มีใครใช้เรื่องการปรับครม. เป็นข้อต่อรอง และเวลานี้การจะเจอกับพรรคร่วมยังไม่ค่อยมีเวลาที่จะหารือกัน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้ในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจแลกกับการปรับครม.นั้น เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีใครไปครอบงำเอกสิทธิ์ของส.ส.ได้ เพราะแต่ละพรรคให้อิสระในการตัดสินใจ จึงอยากบอกว่าหากพรรคร่วมไม่อยากอยู่กับรัฐบาลไม่ว่าจะล็อบบี้อย่างไรก็คงไม่อยู่ แต่เมื่อการอภิปรายออกมามีผลที่น่าพอใจ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าสถาน การณ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังมีความกลมเกลียวกันอยู่
เมื่อถามว่านายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ยกเรื่องเขาพระวิหารที่รัฐบาลต้องใช้เป็นบทเรียน จะพิจารณาตัวเองด้วยการปรับครม.หรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่นายกฯและแกนนำพรรคพลังประชาชนก็จะรับฟังเสียงสะท้อนจากภายนอกและจากพรรคร่วมรัฐบาลเอง การที่มีข่าวว่าจะมีการปรับครม.นั้นเป็นเพียงข่าวที่ปล่อยออกมาเท่านั้นยังไม่ได้มีการหารือใด ๆ ทั้งสิ้น
หมอมาลินีแจงแค่เตือนไม่ใช่ตรวจโรค
ที่พรรคประชาธิปัตย์ พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสมัคร ไม่มีเจตนาติติงนายกรัฐมนตรี แต่ด้วยความเป็นแพทย์เมื่อพบผู้ป่วยก็ต้องตักเตือน และเมื่อมาทำหน้าที่ในสภา จึงเป็นห่วงผู้นำประเทศ เพราะนายกฯ ไม่ใช่ผู้บริหารธรรมดา ต้องตัดสินใจแน่วแน่ แม่นยำ ไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์มาเบี่ยงเบน หลายคนเข้าใจว่าเป็นการอภิปรายดูแคลนนายกฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง ถ้านายกฯ ไม่สมบูรณ์ก็จะพาประเทศเขวได้ อย่าง ฮิตเลอร์ มุสโสลินี
นายกฯ เข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดเป็นการวินิจฉัยโรค เพราะเราพูดเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ ว่าควรดูแลปรับปรุงตัวเองอย่างไร ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรม นูญกำหนดไว้ชัดเจน และนายกฯ ก็เข้าใจผิดให้แพทยสภามาถอดถอนใบประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้การทำหน้าที่ในสภาเป็นคนละเรื่องกัน และไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปในวิชาชีพแพทย์ เราเพียงแต่วิเคราะห์เท่านั้น พ.ญ.มาลินี
ปชป.ลั่นอภิปรายทำรัฐบาลสะเทือน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนสบประมาทว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีข้อมูลจะมาอภิปรายว่า ขณะนี้คำสบประมาทเป็นหมันไปเรียบร้อยแล้ว เพราะพรรคประชาธิปัตย์พิสูจน์แล้วว่าการอภิปรายมีประโยชน์และสาระเพียงพอที่จะส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลในหลายแง่หลายมุมคือ 1.มีการชะลอและทบทวนโครงการที่อาจก่อให้เกิดการแสวงหาโดยมิชอบ เช่นโครงการรถเมล์ 6,000 คัน ที่มีการดึงเรื่องออกจากครม.ไปแล้ว 2. การระงับการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมในหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม เพราะกลัวถูกฝ่ายค้านนำมาอภิปราย 3. มีส่วนระงับยับยั้งกรณีเขาพระวิหารไม่ให้บานปลาย หมิ่นเหม่ต่ออธิปไตยของชาติ 4. พบว่าครม.ชุดนี้มีรัฐมนตรีที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเพื่อบริหารงานต่อไป เช่น นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ที่จ้างคนไปสอบจนถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง หากรัฐบาลหยิบยกข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ก็จะเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
นายองอาจ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการปรับครม. นายกฯ พูดชัดเจนว่าจะไม่ปรับและวิจารณ์สื่อมวลชนว่าเป็นคนยุให้รำตำให้รั่วนั้น เป็นการเยาะเย้ยสื่อและสังคม ซึ่งการจะปรับไม่ปรับเป็นสิทธิ์ของนายกฯ เพราะนายกฯ เป็นผู้นำในการบริหารประเทศ แต่การอภิปรายที่ผ่านมาถึงแม้ว่าผู้ถูกอภิปรายจะผ่านโหวต แต่รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงเสียงอันแท้จริงว่าประชาชนให้ผ่านหรือไม่ ถึงนายกฯ จะยังเสียงแข็งไม่ปรับครม.ตอนนี้ เพราะกลัวเสียหน้า แต่ไม่นานคงจะปรับแน่นอนเพราะสังคมจะไม่ยอมรับให้รัฐมนตรีที่พิกลพิการอยู่ในตำแหน่ง และนายกฯ จะต้องรู้ว่าใครบ้างที่ควรจะถูกปรับ ใครที่ไม่สมควรที่จะร่วมทำงานต่อไป เพราะสังคมเขารับรู้กันหมด นายกฯ จะไม่รู้ได้อย่างไร
ท้าชัยสิทธิ์ส่งข้อมูลวางแผนฆ่าแม้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าเหตุใดนายสมัครจึงยังไม่ปรับครม.ในขณะนี้ นายองอาจกล่าวว่า อาจจะกังวล หรือลังเล เพราะกลัวว่าจะเสียหน้า จึงจำเป็นที่จะต้องยืดเวลาออกไปอีก แต่คิดว่าคงไม่เกินหนึ่งเดือน เพราะหากนานกว่านี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นภาระของรัฐบาล และจะทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลลดลง เพราะรัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่จะเอาสายล่อฟ้ามาเก็บเอาไว้ หรือว่านายสมัคร ไม่กล้าที่จะเอาคนของนายใหญ่ออก เพราะเกรงใจเจ้าของพรรคตัวจริง
นายองอาจยังกล่าวกรณีที่พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาระบุว่ามีขบวนการที่จ้องจะฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า หากพล.อ.ชัยสิทธิ์รู้ก็ควรที่จะนำข้อมูลไปมอบให้กับรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คิดว่าในขณะนี้ไม่มีใครคิดที่จะฆ่าหรือทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีการปล่อยข่าวในลักษณะนี้ให้เห็นอยู่เสมอ ถ้าพล.อ.ชัยสิทธิ์มีข้อมูลจริง ก็ควรที่จะไปแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และจะได้จัดการเอาผิดกับคนที่คิดแผนพยายามฆ่าพ.ต.ท.ทักษิณ
ดุสิตโพลชี้คนพอใจข้อมูลฝ่ายค้าน
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,386 คน เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีช่วงที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32.65 ระบุว่าสิ่งที่ได้รับจากการอภิปราย คือ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบัน รองลงมา คือ ร้อยละ 24.49 ระบุว่า การเห็นถึงปัญหาของบ้านเมืองและปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันยังมีอยู่มาก ร้อยละ 20.41 ระบุว่าการรับรู้ข้อมูลเรื่องเขาพระวิหาร ได้รับรู้การทำงานของรัฐบาล ผลงาน และการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ร้อยละ 14.29 และได้ตื่นตัวในเรื่องการเมืองการติดตามข่าวสารต่างๆ มากขึ้น ร้อยละ 8.16 ตามลำดับ
ส่วนสิ่งที่ประทับใจจากการอภิปรายนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 50.97 ระบุเป็นการเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายของฝ่ายค้าน รองลงมา คือ บรรยากาศในการอภิปรายเป็นไปด้วยดี ร้อยละ 16.99 และการควบคุมและการใช้เวลาในการอภิปราย ร้อยละ 13.19 การตอบคำถามของนายกฯ และรัฐมนตรี ร้อยละ 11.31 และการอภิปรายของผู้นำฝ่ายค้านร้อยละ 7.54 ตามลำดับ ส่วนสิ่งที่ผิดหวัง คือ การอภิปรายไม่ตรงประเด็น ร้อยละ 29.31 การประท้วงโดยไม่มีเหตุผล ร้อยละ 22.41 การลงมติที่ต้องเป็นมติพรรค ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว ร้อยละ 20.69 การเอาชนะกันมากเกินไป ทำให้ไม่มีอะไรดีขึ้น เป็นเกมการเมือง ร้อยละ 15.852 และการใช้อารมณ์ในการอภิปรายมีการใช้คำหยาบ ร้อยละ 12.07 ตามลำดับ
เอแบคโพลพบคนหนุนหมักเพิ่ม
ด้านเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 18 จังหวัด 5,453 คน เกี่ยวกับฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อนายกฯ และรัฐบาล พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52 ยังสนับสนุนนายสมัคร โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 48 ที่สำรวจช่วงต้นเดือนมิ.ย.เล็กน้อย ขณะที่ร้อยละ 40.6 ระบุว่าไม่สนับสนุน และมีร้อยละ 7.4 ขออยู่ตรงกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสัดส่วนของพลังเงียบพบว่า มีแนวโน้มลดลงเรื่อยมานับตั้งแต่การสำรวจในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2551 ที่มีกลุ่มพลังเงียบอยู่ร้อยละ 22.4 ต้นเดือนมิ.ย.มีร้อยะ 19.1 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.4 จากการสำรวจในครั้งล่าสุดนี้
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้การสนับสนุนนายสมัครมากกว่าภาคอื่นๆ โดยมีผู้สนับสนุนคิดเป็นร้อยละ 72 ในขณะที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ให้การสนับสนุนต่ำกว่าพื้นที่อื่นคิดเป็นร้อยละ 26.1 และในพื้นที่กรุงเทพฯร้อยละ 50.4 ระบุยังสนับสนุนนายสมัคร ผลสำรวจยังพบว่า ฐานสนับสนุนรัฐบาลยังมีมากกว่าครึ่ง คือร้อยละ 55.2 ส่วนผู้ไม่สนับสนุนมีร้อยละ 37.4 ส่วนกลุ่มพลังเงียบมีร้อยละ 7.4
นอกจากนี้เอแบคโพลยังเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม คอการเมือง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ติดตามข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมาเฉพาะคนกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล 1,112 ตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างให้ ส.ส. ฝ่ายค้านสอบผ่าน ในทุกเรื่องที่สำรวจ ได้แก่ ความชัดเจนของข้อมูลหลักฐานที่นำมาอภิปราย ฝ่ายค้านร้อยละ 53.8 ฝ่ายวุฒิสมาชิก ร้อยละ 47.3 และฝ่ายรัฐบาลร้อยละ 46.5 ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ฝ่ายค้าน ร้อยละ 53.5 ฝ่ายวุฒิสมาชิก ร้อยละ 49.9 และฝ่ายรัฐบาลร้อยละ 47.3 และการควบคุมอารมณ์และการใช้เหตุผล ฝ่ายค้าน ร้อยละ 55.6 ฝ่ายวุฒิสมาชิก ร้อยละ 53.2 และฝ่ายรัฐบาลร้อยละ 46.9
คตส.สรุปผลงานเตรียมส่งไม้ต่อปปช.
นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะเลขานุการ คตส. กล่าวถึงการทำหน้าที่ของ คตส.ตลอดระยะเวลา 1 ปี 9 เดือน โดยจะหมดอายุการทำงานในวันที่ 30 มิ.ย. และเตรียมส่งมอบงานให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คตส.ได้ทำหน้าที่สิ้นสุดแล้ว และได้ทำบันทึกการรับและส่งงานตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ให้ป.ป.ช.ในวันที่ 30 มิ.ย.
สำหรับบันทึกดังกล่าวได้สรุปผลงานการตรวจสอบและไต่สวนของ คตส.ทั้งสิ้น 24 เรื่อง จำนวน 14 แฟ้ม โดยแบ่งออกเป็นเรื่องที่ คตส.สรุปส่งฟ้องศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ 4 คดี คือ 1.การซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ที่มีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 2.คดีโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3-2 ตัว หรือหวยบนดิน 3.คดีการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร และ 4.คดีการปล่อยกู้เงินให้รัฐบาลพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ซึ่ง คตส.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง ส่วนคดีหลีกเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ไม่ได้ทำบันทึกถึงป.ป.ช. เพราะเป็นคดีอาญาปกติ ไม่ใช่นักการเมือง
ลั่นงานสำเร็จได้สางคดีอย่างยุติธรรม
นายแก้วสรรกล่าวว่า สำหรับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุดมี 7 เรื่อง คือ 1.คดีเจ้าพนักงานกรมสรรพากร ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด ซื้อขายหุ้นจากบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการตอบข้อหารือการเสียภาษีว่าไม่ต้องจ่าย 2.คดีการจัดซื้อจัดจ้างสายพานลำเลียงกระเป๋าและเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ในสนามบินสุวรรณภูมิ 3.คดีการทุจริตจัดจ้างวางท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินในสนามบินสุวรรณภูมิ 4.คดีกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณกระทำความผิด เนื่องจากคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทานและใช้อำนาจหน้าที่แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
5.คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อโดยมิชอบให้บริษัทกฤษดานคร 6.คดีบ้านเอื้ออาทรในส่วนของนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก เรียกรับสินบนในโครงการบ้านเอื้ออาทร และ 7.คดีพ.ต.ท.ทักษิณได้ทรัพย์สินจากธุรกิจชินคอร์ปอเรชั่นโดยมิสมควร หรือมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ
สำหรับคดีที่ คตส.ไต่สวนเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างรอสั่งสำนวน มีทั้งสิ้น 6 เรื่อง ที่ยังไม่สามารถสรุปผลการไต่สวนให้แล้วเสร็จ 2 เรื่อง และที่มีมูลพร้อมเสนอให้ป.ป.ช.พิจารณาว่ามีมูลควรกล่าวหาและไต่สวนผู้เกี่ยวข้องต่อไปอีก 5 เรื่อง
เมื่อถามย้ำว่า คตส.ส่งฟ้องศาลเพียงแค่ 4 คดี ถือว่าสำเร็จหรือไม่ นายแก้วสรรกล่าวว่า ความสำเร็จของ คตส.คือความสำเร็จในการสะสางคดีอย่างยุติธรรม ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณหลุด ศาลชี้ว่าหลักฐานไม่พอ ชี้ว่าท่านบริสุทธิ์ นั่นก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของ คตส.เช่นกัน เพราะนั่นคือ กระบวนการยุติธรรม ต้องยุติเรื่องทั้งหมดด้วยความเป็นธรรม ทั้งนี้ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ คตส.แต่อยู่ที่ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าใครถูกใครผิด เมื่อศาลตัดสินออกมาทุกอย่างก็จบ
มาร์คลุ้นปรับนพดลออก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับ ครม.ว่า อยากเห็นการพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะถือว่ากระบวนการทางสภาผ่านไปแล้ว หากปรับ ครม.จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ถึงเวลาที่ต้องปรับก็ควรดำเนินการ เพราะขณะนี้บรรยากาศบ้านเมืองไม่ดี และจะส่งผลให้รัฐบาลทำงานยาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหารที่อยากให้รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นตรงจุดนี้
เมื่อถามว่าควรพิจารณาปรับบุคคลใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องดูที่ความเหมาะสม โดยส่วนตัวเห็นว่าหากจะปรับ รมว.ต่างประเทศจะทำให้การคัดค้านเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกง่ายขึ้น แต่หากนายนพดลยังอยู่ในตำแหน่งการพิจารณาแก้ไขแถลงการณ์ร่วมจะยากยิ่งขึ้น เพราะระยะเวลาเหลือน้อยลงทุกที
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า การปรับ ครม.อยู่ที่นายกฯ จะพิจารณา แต่ที่ตนสนใจคือรัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความสงบในการบริหารบ้านเมือง เพราะขณะนี้ปัญหากรณีเขาพระวิหารยังเป็นประเด็นอยู่ เมื่อถามหากนายสมัครยืนยันจะไม่ปรับครม. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเพราะการเมืองจะตึงเครียด แม้เรื่องต่างๆ จะผ่านกระบวนการของสภาไปแล้วก็ตาม แต่ปัญหายังไม่จบ
เติ้งประเมินน่าปรับครม.
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปรับ ครม.ว่า คงต้องแล้วแต่นายกฯ ตนไม่ทราบ แต่ดูแล้วน่าจะมีการปรับ คงไม่มีใครบังคับนายกฯ ได้ อยู่ที่นายกฯ เอง ส่วนเวลาที่ควรปรับต้องแล้วแต่ความเหมาะสม เมื่อถามว่าหากเป็นการสลับตำแหน่งกันเท่านั้น นายบรรหารกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ จะปรับวิธีไหนก็เป็นเรื่องของพรรครัฐบาล ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนจะต้องปรับ รมต.ที่ถูกอภิปรายหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า คงต้องไปถามนายกฯ
เมื่อถามว่าก่อนจะปรับ ครม.จำเป็นต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหรือไม่ หัวหน้าพรรคชาติไทยกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะเป็นอำนาจของนายกฯ เมื่อถามว่าหากจะปรับแล้วกระทบกับเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล นายบรรหารกล่าวว่า คงไม่น่ามี ไม่ทราบว่านายกฯ จะปรับอย่างไร ซึ่งโดยธรรมดาแล้วคงไม่มายุ่งกับพรรคร่วม
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าจุดไหนมีปัญหาที่ต้องปรับบ้าง นายบรรหารกล่าวว่า ไม่ทราบ ก็ได้ฟังการอภิปรายแล้วนี่นา เมื่อถามว่าเห็นว่า รมต.สอบผ่านกันหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า ก็คะแนนผ่านแล้วจะว่าอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.00 น. พ.ต.ท. ทักษิณได้เดินทางมาร่วมพิธีมงคลสมรสบุตรสาว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ซึ่งภายในงานเดียวกันนี้มีนักการเมืองทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายอภิสิทธิ์ นายบรรหาร รวมถึง ครม.ทั้งคณะ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อย่างนายสนธยา คุณปลื้ม นายสุชาติ ตันเจริญ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ
หน้า 1
ข้อมูลจาก ข่าวสด
