หลัง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ มากว่า 3 เดือนแล้ว ซึ่งได้เค้าโครงบ้านใหม่ของตำรวจขึ้นมาแล้ว เพราะในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการฯสรุปผลการปรับโครงสร้างส่งถึงมือ พล.อ.สุรยุทธ์ เรียบร้อยแล้วในรายงานได้เสนอความคืบหน้าการทำงานทั้งหมดของคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดประกอบ
0ด้านโครงสร้างและการบริหารจัดการ มี พล.ต.อ.ไกรสุข สินศุข เป็นประธาน รับหน้าที่ปรับโฉมสถานีตำรวจแบบดังเดิม ให้เป็นสถานีตำรวจเพื่อการบริการในอนาคต ซึ่งรูปแบบใหม่จะเน้นการบริการ ลดภาระอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานตำรวจให้หน่วยงานอื่น หรือจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการแทน
เหลือเฉพาะภารกิจหลักในการป้องกันและปราบปราม การไกล่เกลี่ย งานมวลชน สายตรวจ และป้องกันอาชญากรรม ส่วนผู้กำกับสถานีจะเป็นนักบริหารรัฐกิจ ยึดมั่นการให้บริการประชาชนเป็นสูงสุด
0.ด้านพัฒนาบุคคลและวิชาชีพตำรวจ มี พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน ได้เสนอเพิ่มกำลังพล โดยให้มีตำรวจบ้านและอาสาสมัครชุมชน กว่า 8,000 คน ให้นายตำรวจชั้นประทวนจบปริญญาตรีเป็นหัวหน้าชุดตำรวจชุมชน
0.ด้านคณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย มี พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด เป็นประธาน เสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนพิเศษให้พนักงานสอบสวน เทียบเท่า พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
มีรายละเอียดคร่าวๆ คือ หากพนักงานสอบสวนระดับรองสารวัตร (สว.) ทำงานเกิน 2 ปี ขึ้นไป จะได้รับเงินเพิ่ม 10,000 บาท/เดือน ระดับ สว. ได้เงินเพิ่ม 20,000 บาท/เดือน รองผู้กำกับการ (รอง ผกก.) ได้ 30,000 บาท/เดือน ผกก.ได้เพิ่ม 35,000 บาท/เดือน รวมเงินที่จะต้องนำเสนอขอจากสำนักงานประมาณ 1,100 ล้านบาท/ปี
ส่วนตำรวจชั้นประทวน จะเปิดเพดานเงินเดือนให้สูงขึ้น จากเดิมเงินเดือนที่จะหยุดที่อายุ 48 ปี จะขยายอายุเป็น 59 ปี หรืออาจจะขอให้ปรับเงินเดือนเพิ่ม 15 เปอร์เซ็นต์ ให้กับตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศ
แต่การเสนอเพิ่มเงินเดือนยังมีข้อเสนออื่นตามมา เช่น พนักงานสอบสวนจะถูกประเมินมาตรฐานการทำงาน โดยมีกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพมาควบคุมไม่ให้พนักงานสอบสวนออกนอกลู่นอกทาง หากพบว่าทำผิดจริงจะถูกลงโทษและยึดใบอนุญาต
ส่วนสำคัญในรายงานคือการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จำนวน 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ..และ พ.ร.บ.คณะกรรมการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ตำรวจ
ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ แบ่งคร่าวๆ ออก 3 หมวด 51 มาตรา หมวดแรก คือ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หมวด 2 คณะกรรมการนโยบายตำรวจภูธรภาค หมวด 3 สำนักงานพัฒนาระบบงานตำรวจ และบางมาตราเป็นการเพิ่มเติมและยกเลิกบางมาตราของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับ พ.ศ.2547
ฉบับใหม่จะแบ่งส่วนราชการออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจ (2) สำนักงานตำรวจภูธรภาค และ (3) กองบัญชาการอื่นๆ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่มีกองบัญชาการ เป็นสำนักงานตำรวจภูธรภาค และเพิ่มกองบัญชาการอื่นขึ้นมาอีก 1 ส่วน
โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจภูธรภาค มี อธิบดีตำรวจภูธรภาค เป็นผู้บังคับบัญชาราชการ ขึ้นตรงต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และมีรองอธิบดีตำรวจภูธรภาคช่วยบริหาร
สำหรับหน้าที่และภารกิจหลัก จะเน้นงานด้านนโยบายงานการบริหาร ยุทธศาสตร์ต่างๆ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) คณะกรรมนโยบายภาค (ก.ต.ภ.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจภาค (ก.ตร.ภาค)
พร้อมรายงานผลปฏิบัติงานปัญหาและอุปสรรคให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ก.ต.ภ. ทราบทุก 4 เดือน
งานด้านงบประมาณรายจ่าย สำนักงานตำรวจภูธรภาค ต้องจัดทำเสนอให้ ผบ.ตร. เพื่อเสนอต่อไปยัง ก.ต.ช. เห็นชอบ
จากนั้น ผบ.ตร.จะนำเสนอรายงานของ ก.ต.ช.ไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค
ซึ่ง ผบ.ตร.จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนอำนาจการใช้จ่ายงบประมาณ เป็นอำนาจของ อธิบดีตำรวจภูธรภาค
สำหรับ กองบัญชาการอื่นตาม (3) ให้มีผู้บัญชาการ 1 คน ขึ้นตรง ผบ.ตร. และรองผู้บัญชาการให้ปฏิบัติราชการตามการมอบหมายของผู้บัญชาการ อำนาจหน้าที่คล้ายกับสำนักงานตำรวจภูธรภาค
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ ยังเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของที่มาของ ก.ต.ช. เว้นแต่ ประธาน ก.ต.ช. ที่นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเหมือนเดิม
แต่คณะกรรมการ จะแบ่งเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กรรมการจากคณะกรรมการตุลาการและอัยการ แห่งละ 1 คน ผู้ตรวจราชการแผ่นดินเลือกกันเอง 1 คน ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายกสภาทนายความ
อีกส่วนคือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน จะมาจากการคัดเลือกของนายกรัฐมนตรีและกรรมการโดยตำแหน่งคัดเลือกมา 4 คน
โดยคัดเลือกจากผู้สอนและวิจัยระดับปริญญาโทในสถาบันอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อ ก.ต.ช. กราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
อีก 4 คน จะพิจารณาจากความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของประชาชน มีความรู้ความสามารถด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชนและมีความซื่อสัตย์สุจริต
สำหรับตำแหน่งเลขานุการ ก.ต.ช. จะมาจากเลขาธิการสำนักงานพัฒนาระบบตำรวจ
โดยมีอำนาจหน้าที่ จะกำหนดนโยบาย การบริหาร งบประมาณ และพิจารณาคัดเลือก ผบ.ตร. และอธิบดีตำรวจภูธรภาค รวมทั้งการโยกย้าย ผบ.ตร.และอธิบดีตำรวจภาค ตามที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอต่อที่ประชุม ก.ต.ช.
และในการประชุม ก.ต.ช.ทุกครั้ง ผบ.ตร.ต้องเข้าประชุมเพื่อรับมอบหมายนโยบายทุกครั้ง พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงในปัญหาต่างๆ เท่านั้น ไม่มีสิทธิออกเสียงหรือแต่งตั้งนายตำรวจระดับอธิบดีภาคแต่อย่างใด
ในร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจภูธรภาค (ก.ต.ภ.) ซึ่งคณะกรรมการฯจะมาจากตัวแทนจากกรรมการ ก.ต.ช. 1 คน ผู้แทนจากพรรคฝ่ายค้าน 1 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของภาคนั้นๆ
อธิบดีผู้พิพากษาและอธิบดีอัยการเขต ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคนั้นๆ ประธานสภาทนายความเลือก ทนายความจังหวัดของภาค ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมี 6 คน คล้ายกับ ก.ต.ช. ตำแหน่งเลขานุการฯให้ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบตำรวจ นั่งเป็นเลขาฯ
อีกหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการปรับโครงสร้าง คือ สำนักงานพัฒนาระบบตำรวจ มีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระ ขึ้นตรงกับประธาน ก.ต.ช. ทำหน้าที่เป็นธุรการของ ก.ต.ช. และ ก.ต.ภ.
มีอำนาจหน้าที่โดยรวมคือเน้นงานด้านการศึกษาวิจัยข้อมูลเพื่องานพัฒนาระบบตำรวจ รวมทั้งรับหน้าที่จัดทำรายงานงบประมาณประจำปีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอ ก.ต.ช.และ ก.ต.ภ.
มีเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือน โดยประธาน ก.ต.ช.เป็นผู้พิจารณาบุคคลที่เหมาะสม
และในแต่ละสำนักงานตำรวจภูธรภาคจะมี กต.ร.ซึ่งย่อส่วนมาจาก ก.ต.ช.เพื่อควบคุมดูแลระดับภาคอีกส่วน
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ยังยกเลิกชั้นตำรวจระดับชั้นประทวนบางส่วน ให้คงเหลือเพียงระดับ ดาบตำรวจ เท่านั้น ส่วนนายตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตร ยังคงเดิม
การแต่งตั้งระดับยศพลตำรวจตรี ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
การแต่งตั้งระดับร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่ายศพันตำรวจเอก ให้ ผบ.ตร.แต่งตั้ง
และตำรวจที่สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือกองบัญชาการอื่น ส่วนอธิบดีตำรวจภาค มีอำนาจสั่งแต่งตั้งตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจภูธรภาคเท่านั้น
สำหรับชั้นประทวนใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน
หน่วยงานสำคัญอีกหน่วยหนึ่ง คือ คณะกรรมการพิจารณารับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจ จะเกิดขึ้นภายหลังการปรับโครงสร้างตำรวจใหม่
ลักษณะของหน่วยงานคล้ายกับองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับเรื่องราวร้องทุกข์ จากประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของตำรวจโดยเฉพาะ!!
โดยกำหนดประเภทความเดือดร้อนที่เกิดจากตำรวจ 10 ลักษณะ 1.การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 2.การกระทำนอกเหนือหน้าที่ 3.บกพร่องละเลยต่อหน้าที่
4.ปฏิบัติงานล่าช้า 5.กระทำเกินกว่าเหตุ 6.มีความประพฤติไม่เหมาะสม เช่น การแต่งกายไม่สุภาพ ดื่มเหล้าขณะปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าด้วยความไม่สุภาพ ทำผิดกฎหมายเสียเอง
7.นำข้อมูลข่าวสารที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ไปเปิดเผยไม่เหมาะสม 8.เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม 9.ทุจริตและประพฤติมิชอบ 10.การกระทำอย่างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
รูปแบบการบริหารงานจะมีคณะกรรมการที่มีชื่อย่อว่า ก.ร.ต. มีเลขาธิการ สำนักงานพัฒนาระบบตำรวจเป็น เลขานุการ
ก.ร.ต. พิจารณาวินิจฉัยคำร้องของประชาชนที่เสนอเข้ามาว่า จากนั้นจะแบ่งเรื่องให้กรรมการ เพื่อรวบรวมสรุปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง
โดยผลการวินิจฉัยของ ก.ร.ต. จะต้องส่งไปยังต้นสังกัดเพื่อให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งมีผลต่อการเลื่อนขั้นเงินเดือน รวมทั้งดำเนินการทางวินัย
แต่ถ้าผู้ถูกร้องคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่งเรื่องให้ ก.ร.ต.พิจารณาใหม่ภายใน 90 วัน หรือภายในเวลา 5 ปี แต่ต้องมีหลักฐานใหม่
จะเห็นได้ว่าการปรับโฉมของตำรวจครั้งนี้ ตำรวจกำลังถูกสังคมจับตามองการทำงานอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนในอนาคตที่อาจจะได้รับการบริหารที่ดีขึ้น
เพราะไม่ใช่เพียงระบบตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น แต่ยังมีกระบวนการพัฒนาตำรวจไทยให้กลายเป็น ตำรวจมืออาชีพ ควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับนี้ยังเป็นเพียงพิมพ์เขียว ที่รอ พล.อ.สุรยุทธ์ ตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่หรือต้องเพิ่มหรือตัดส่วนใดออกไปบ้างหรือไม่
ที่สำคัญต้องรอพิสูจน์ว่าโครงสร้างใหม่ จะถูกนำไปใช้ปรับโฉมองค์กรสีกากีได้จริงไม่ก็ต้องวัดใจ พล.อ.สุรยุทธ์ เช่นกัน
เพราะห้วงเวลานี้องค์กรสีกากีภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็เปลี่ยนแปลงด้วยเพิ่มตำแหน่งนายพลตำรวจจำนวนมาก
จนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นองค์กรที่พิการแบบหัวโตตัวลีบ ซึ่งสวนทางกับการทำงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ อย่างสิ้นเชิง!!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
