อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้ว รู้สึกว่าท่านพยายามใช้ภาษาสุภาพมาก แต่สะท้อนการเมืองภายในใจได้อย่างลึกซึ้งลองทบทวนวรรคทองต่อไปนี้ดู
ผมมีความกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดกระแสความขัดแย้งต่อไป และจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล เพราะสังคมยังมีความคลางแคลงใจว่าที่กระทำจะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
องค์กรอิสระ เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน เพราะฉะนั้นการดำเนินงานขององค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นทางออกของสังคมที่มีความขัดแย้ง
กองทัพบกโดยผมเป็นผู้บัญชาการทหารบกจะเป็นกำลังใจให้กับองค์กรอิสระ !!
เท่านี้ก็เพียงพอที่จะนำไปสู่การอธิบายความหมายของคำว่า ทหารของชาติ
คำว่า ทหารของชาติ มีลักษณะนามธรรม หากสามารถตีความได้ว่าแม้กองทัพทั้งปวงจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ถึงยามที่ต้อง เลือกข้าง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็หามีความหมายไม่ !
นี่คือประเทศไทย !?
คำว่า ทหารของชาติ ยังมีความขลังยิ่งกว่า นักการเมืองของพรรค หรือ ส.ส.ของซุ้ม
เนื่องจากนักการเมืองส่วนใหญ่มีนาย เป็น นายทุน
นักการเมืองต้องสังกัด ซุ้ม อยู่ซุ้มใหญ่มีทุนขนาดใหญ่ อยู่ซุ้มเล็กมีทุนน้อย
คนที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คนที่รักประชาธิปไตยเสมอไป จำนวนหนึ่งเป็นคนของ ซุ้มใหญ่ ซึ่งเห็นว่าองค์กรอิสระทั้งหลาย เช่น ป.ป.ช., สตง., ศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ล้วนดำรงอยู่อย่างเป็น โทษ แก่หัวหน้าซุ้มตัวเองอย่างรุนแรง
ต้องอาศัย กำลังคน เป็นอำนาจเข้าจัดการกับองค์กรอิสระทั้งหลายที่คิดว่าเป็นภัยกับเจ้านาย แล้วเขียนกติกาใหม่ให้เดิน
คาดเดาเอาว่าในที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองของเราจะเข้าสู่ภาวะคับขัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจจะเกิดขึ้น
ผมไม่เคยเชื่อในความเป็นเมืองพุทธของไทย ว่าคนไทยจะไม่ฆ่ากัน
ในทุกช่วงประวัติศาสตร์ ไทยฆ่าไทยมาตลอด ทั้งด้วยเหตุแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์ และทั้งด้วยเหตุที่ความคิดอุดมการณ์แตกต่างกัน !?!!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
