คอลัมน์ สดจากสนามข่าวอดิษัยต์ พรวนพิมพ์ วิศวัสต์ วอนญฤทธิ์ เรื่อง/ภาพ
ถ้าคุณเป็นพนักงานเก็บเงินค่าทางด่วน แล้วจู่ๆ มีคนส่งเงินให้คุณหมื่นกว่าบาท เป็นค่าผ่านทาง คุณจะทำอย่างไร?
นอกจากจ่ายเงินค่าผ่านด่านเป็นหลักหมื่นแล้ว คนให้ยังโบกไม้โบกมือไม่ขอรับเงินคืน ก่อนที่จะขับรถผ่านไป ทิ้งเงินไว้กับพนักงานเก็บเงินที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตก
แค่ขึ้นทางด่วนก็ใช้เงินเป็นหมื่น!!
เรื่องที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของน.ส.สุวรรณา ปานโต พนักงานเก็บเงิน ด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมลาด กระบัง สำนักงานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กรมทางหลวง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ด่านลาดกระบัง ทางหลวงระหว่างเมือง มอเตอร์เวย์ หรือทางหลวงหมายเลข 7 ที่ได้รับเงินจากหญิงสาวรายหนึ่งขับรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ ควักเงินสด 14,510 บาท จ่ายค่าผ่านทาง แถมโบกไม้โบกมือไม่เอาเงินทอน เล่นเอาน.ส.สุวรรณา ต้องรีบประสานไปยังรายการวิทยุสวพ. 91 ให้ช่วยประกาศตามหาเจ้าของ กระทั่งรู้ที่มาของหญิงสาวรายนี้ว่าเธอมีอาการทางประสาท สติไม่ดี ญาติจึงมาติดต่อขอรับเงินคืน
ด่านลาดกระบังเกือบได้รับเงินค่าผ่านทางครั้งประวัติศาสตร์
รถคันเดียวจ่ายเงินให้หมื่นกว่าบาท!?!
ย้อนไปดูเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นตอนเย็นวันที่ 27 ก.ค. ขณะที่น.ส.สุวรรณา กำลังปฏิบัติหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางอยู่ในช่องเก็บเงินที่ 10 เป็นประจำเหมือนทุกวัน จู่ๆ เธอก็ต้องอึ้งตะลึงงัน เมื่อมีหญิงสาวรายหนึ่งขับรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ สีชมพู หมายเลขทะเบียน ศท-3345 กทม. ผ่านเข้าช่องชำระค่าผ่านทางที่ 10 ซึ่งนั่งประจำอยู่
ตอนแรก สุวรรณา เข้าใจว่า ก็แค่รับเงิน-ทอนเงิน เหมือนรถคันอื่น แต่ทว่าพอรับเงินเธอก็ต้องอึ้ง เมื่อคนขับวางเงินให้เป็นแบงก์พัน แบงก์ร้อย และแบงก์ต่างๆ เต็มมือ ห้วงนั้น สุวรรณา คิดว่าคนขับอาจเข้าใจอะไรผิด จึงพยายามคืนเงินให้ บอกให้หยุดรถเพื่อรับเงินคืนไป แต่ทว่าคนขับกลับไม่สนใจ แถมยังส่งยิ้มให้พร้อมโบกมือ ก่อนเร่งเครื่องขับเข้ากรุงเทพฯไป
ทิ้ง สุวรรณา ให้มึนงงอยู่กับเงินในมือ!??
หลังตั้งหลักได้ สุวรรณา รีบวิทยุแจ้งห้องควบคุมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ตรวจความชัดเจนของหมายเลขทะเบียนรถยนต์จากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้หน้าด่าน โดยภาพเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ได้ ปรากฏร่างหญิงผู้ขับขี่อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงบันทึกไว้ พร้อมตรวจนับเงินที่คนขับยื่นให้เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 14,510 บาท เจ้าหน้าที่หักค่าผ่านทางที่ต้องชำระ 30 บาท รวมเงินส่วนที่จ่ายเกินมา 14,480 บาท
วันรุ่งขึ้นนายมนูญ ชัยโยธา เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ 2 จึงโทรศัพท์เข้ามายังหมายเลข 1644 สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.เอฟเอ็ม 91 แทรฟฟิก โปร (Traffic Pro) คลื่นเพื่อข่าวสารความปลอดภัยและจราจร กองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามหาเจ้าของเงินต่อไป
หลังเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป ได้มีน.ส.ปาลิดา นภัสลาภิศ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21/1 หมู่ 4 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม. ซึ่งเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าว ได้ติดต่อเข้ามาทางรายการ พร้อมให้ข้อมูลว่าผู้ที่ขับรถคันดังกล่าวคือน.ส.วรางค์อร บำรุงพืช อายุ 30 ปี เป็นน้องสาวของสามี ซึ่งได้ขอยืมรถไปเที่ยวพัทยากับเพื่อน โดยน.ส.วรางค์อรเป็นคนสติไม่ดี มีอาการทางประสาท เรื่องที่เกิดขึ้นเพิ่งทราบข่าวจากทางรายการวิทยุจึงรีบติดต่อกลับ โดยจะให้นายบงกชธร บำรุงพืช อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 1 แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. ซึ่งเป็นสามีและเป็นพี่ชายของน.ส.วรางค์อร นำหลักฐานต่างๆ มาขอรับเงินคืนในวันหลัง
จนกระทั่งวันที่ 30 ก.ค. นายบงกชธรจึงได้เดินทางมาที่ด่านเก็บเงินการทางพิเศษฯ ลาดกระบัง โดยรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ สีชมพู คันที่น้องสาวใช้ผ่านด่านในวันนั้น พร้อมนำหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน และใบมอบอำนาจจากน้องสาว มายื่นกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเงินจำนวน 14,480 บาทกลับคืน หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเรียบร้อย จึงมอบเงินคืนให้ครบตามจำนวน
โดยมีน.ส.สุวรรณ พนักงานที่เก็บค่าผ่านทางในวันนั้นเป็นตัวแทนในการมอบ
งานนี้นายบงกชธรได้กล่าวขอบคุณน.ส. สุวรรณา ที่เก็บเงินดังกล่าวไว้ให้ พร้อมกล่าวชมเชยในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยประสานงานให้ โดยเฉพาะรายการวิทยุสวพ. 91
นายบงกชธร กล่าวว่า วันเกิดเหตุน้องสาวขับรถกลับจากไปเที่ยวพัทยา เมื่อกลับถึงบ้านจึงถามน้องสาวว่าไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง แต่น้องสาวตอบแบบงงๆ ลักษณะผิดปกติ ทางบ้านจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากน้องสาวเคยกินยาลดความอ้วน กระทั่งหมอสั่งระงับ และให้กินยาตัวอื่นแทน เพราะเห็นว่าเริ่มมีอาการและร่างกายรับไม่ไหว ตอนนี้อาการดีขึ้น แต่ยังต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ตนจึงเป็นตัวแทนมารับเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จะได้สั่งห้ามน้องสาวขับรถต่อไป
ด้านน.ส.สุวรรณากล่าวเปิดใจว่า วันนั้นรู้สึกงงที่ได้รับเงินค่าผ่านทางมากมายขนาดนั้น ตนพยายามจะนำเงินคืนให้แต่ทางน.ส.วรางค์อรรีบออกรถไป แล้วโบกไม้โบกมือจึงเก็บเงินดังกล่าวไว้และแจ้งให้หัวหน้าทราบ เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ จากนั้นได้ตรวจสอบทะเบียนรถจากกล้องวงจรปิด จนทราบเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้นับเป็นครั้งแรกที่ตนเจอ หลังจากทำงานมานานกว่า 5 ปี ใครจะไปคิดว่าผู้ใช้ทางจะควักเงินให้หมื่นกว่าบาททั้งที่ค่าธรรมเนียมจริงเก็บแค่ 30 บาท
หลังทุกอย่างผ่านไปด้วยดี หลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยในตัวน.ส.วรางค์อร ที่มักจะขับรถไปไหนมาไหนตามลำพังแบบนี้ เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับ วรางค์อร และคนใช้รถใช้ถนนอื่นๆ เนื่องจาก วรางค์อร มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท จึงต้องฝากให้คนในครอบ ครัวดูแลให้ดี
จ่ายเงินเกินยังไม่เสียใจเท่าไหร่
ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะเสียใจกว่านี้
หน้า 2
ข้อมูลจาก ข่าวสด
