คอลัมน์ แฟ้มคดีชื่อของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร. ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในครม.ชุดล่าสุด ที่มาเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลในฐานะรองนายกฯ ควบเก้าอี้รมว.มหาดไทย หรือ มท.1
พล.ต.อ.โกวิท ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจที่ตรงไปตรงมาที่สุดคนหนึ่งของวงการสีกากี กอปรกับชีวิตราชการส่วนใหญ่สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จึงรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาโดยตลอด
ตั้งแต่สมัยสมเด็จย่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร
เพราะหนึ่งในหน้าที่สำคัญของ ตชด. คือถวายการอารักขาอย่างเต็มกำลังความสามารถ
ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงสีกากีและสังคมโดยรวม ว่าไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย แม้ในวันที่ต้องถูกรัฐบาลเผด็จการทหารสั่งย้ายเพราะไม่ยอม ซ้ายหัน ขวาหัน ตามคำสั่ง
เป็นการย้ายด้วยข้ออ้างงูๆ ปลาๆ เพื่อให้พ้นหูพ้นตาไปเท่านั้น แถมยังพยายามเตะให้พ้นตำแหน่งผบ.ตร.อีกด้วย
แต่พล.ต.อ.โกวิท ก็ยืนหยัดในความถูกต้องชอบธรรม จนทำให้อีกฝ่ายที่จ้องเล่นงานต้องถอยกรูด ปล่อยให้พล.ต.อ.โกวิท มีชื่อเป็นผบ.ตร.จนวันเกษียณอายุราชการ
จนเมื่อหมดยุคเผด็จการทหาร
กระทรวงมหาดไทยก็เสนอชื่อให้พล.ต.อ. โกวิท เป็นประธานคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่ง ครม.ก็มีมติ เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา อนุมัติตามที่เสนอ
และล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ก็เชิญให้มาเป็นรองนายกฯ ควบตำแหน่งรมว.มหาดไทย
หากพลิกดูประวัติของอดีตผบ.ตร. ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มรับราชการ
เกิดวันอังคารที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าโรงเรียนเตรียม ทหาร รุ่นที่ 6 ต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 22 ร่วมรุ่นกับ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์, พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง
ผ่านหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 25 และวิทยาลัยเสนาธิการทหาร
เริ่มติดยศ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เมษายน 2512 ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 ปีก่อนไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน
ช่วงปี 2513-2518 สถานการณ์รบสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่ในขั้นรุนแรง ร.ต.ต.โกวิท ในฐานะผบ.กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน ออกปราบปรามในพื้นที่ภาคเหนือตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า คุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะเขต อ.อุ้มผาง จ.ตาก รวมระยะทาง 120 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ระหว่างที่เป็น ผบก.ตชด.ภาค 3 ซึ่งรับผิดชอบภาคเหนือทั้งหมด ยังมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายร่วม 50 ครั้ง จนสถานการณ์คลี่คลายลง
ได้รับความดีความชอบขึ้นเป็นรอง ผกก.1 บก.กฝ. (ค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี) แล้วขยับเป็น ผกก.1 บก.กฝ. ในวัยเพียง 32 ปี เป็นผู้กำกับที่หนุ่มที่สุดขณะนั้น
ต่อมาเลื่อนเป็นรอง ผบก.กฝ. แล้วโยกมาเป็นรอง ผบก.ตชด. ภาค 3 ก่อนสลับเป็นรอง ผบก.ตชด. ภาค 1
ติดยศพล.ต.ต. ตำแหน่ง ผบก.ตชด. ภาค 3 เมื่อปี 2530 คุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ยุคที่ยาเสพติดโดยเฉพาะเฮโรอีนแพร่ระบาดไปทั่ว กุมบังเหียนเข้าถล่มโรงงานผลิตเฮโรอีนใน จ.เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา และแม่ฮ่องสอน ราบไป 21 โรงงาน ไม่นับรวมรายเล็กรายย่อย
รับคำชมเชยจาก พล.ต.อ.เภา สารสิน อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น และรัฐบาลสหรัฐ อเมริกา ว่าเป็นผู้นำหน่วยที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว กระทั่งขึ้นนั่งเก้าอี้ผบช. ตชด. ในปี 2537
ขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. รับผิดชอบงานบริหาร ก่อนเป็นรองผบ.ตร. คุมพื้นที่ชายแดนภาคใต้ กระทั่งปี 2547 เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แม้การขึ้นเป็นผบ.ตร.จะอยู่ในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่พล.ต.อ.โกวิท หาได้เป็นตัวเลือกที่นายกฯ ต้องการไม่
อย่างไรก็ตาม ด้วยอาวุโสสูงสุด และไม่มีเรื่องเสียหายทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องจำยอมแต่งตั้งเป็นผบ.ตร.
ในช่วงดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ในยุคพ.ต.ท. ทักษิณนั้น พล.ต.อ.โกวิทไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือและใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม
กระทั่งเกิดการรัฐประหาร คมช.ขึ้นมามีอำนาจ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ เมื่อปี 2549
เดือนกุมภาพันธ์ 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ก็สั่งย้ายผบ.ตร.มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ด้วยข้อหาว่าไม่สามารถคลี่คลายคดีระเบิดกรุงเทพฯ เมื่อวันส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 2550 และปัญหาไฟใต้ที่ยังลามไม่หยุด
แต่จนแล้วจนรอดคดีระเบิดกรุงเทพฯ ก็ยังไปไม่ถึงไหนแม้แต่ตอนที่รัฐบาลสุรยุทธ์ หมดอำนาจแล้วก็ตาม
รวมถึงสถานการณ์ไฟใต้ก็หนักเหมือนเดิม
ผู้คนในวงการสีกากี หรือผู้ที่ติดตามความเป็นไปของกรณีนี้อย่างใกล้ชิด รู้ดีว่าเหตุใดพล.ต.อ.โกวิท จึงต้องถูกเล่นงานให้หลุดจากเก้าอี้ผบ.ตร.
พล.ต.อ.โกวิท หัวแข็งเกินไป และตรงเกินไป แม้ตอนที่เกิดการปฏิวัติใหม่ๆ มีความพยายามเจรจาให้ลดความเข้มในการดำเนินคดีกับม็อบขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
แต่พล.ต.อ.โกวิท ให้ดำเนินการไปตามหลักฐานที่ปรากฏ ให้พนักงานสอบสวนทำงานอย่างเป็นกลาง และเป็นธรรมที่สุด เพราะไม่ต้องการให้ตำรวจหรือตัวเองตกเป็นเครื่องมือของใคร
ช่วงเวลานั้นกำลังมีการไล่เช็กบิลอำนาจเก่าอย่างสนุกมือ รวมทั้งมีอีกหลายคดีจ่อคิวอยู่ ทั้งยังมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญรออยู่เบื้องหน้าด้วย!??
ตราบใดที่พล.ต.อ.โกวิท ยังนั่งเก้าอี้ผบ.ตร. การจะเข้าไปครอบงำตำรวจคงทำไม่ได้ง่ายๆ
ประกอบกับใกล้มีการโยกย้ายกลางปีในเดือนเมษายน หากผบ.ตร.ยังชื่อพล.ต.อ.โกวิท ผู้มีอำนาจในขณะนั้นคงไม่สามารถสั่งการตามใจชอบ
และหลังจากนั้นในการโยกย้ายตำรวจก็ไม่ต่างจากยุคของรัฐบาลนักการเมือง อาจจะยิ่งกว่าเสียอีก
ย้ายแทบชนิดรายวัน จนกลายเป็นปัญหาที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ปัจจุบันต้องตามแก้ไข
เดือนเมษายน 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ใช้อำนาจย้ายพล.ต.อ.โกวิท ให้มาเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้พ้นเก้าอี้ผบ.ตร.อย่างเด็ดขาด
แต่คำสั่งดังกล่าวขัดกับพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เพราะมีบัญญัติไว้ว่าการจะย้ายตำรวจออกนอกหน่วย ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มีขึ้นเพื่อปกป้องมิให้ตำรวจตกเป็นทาสนักการเมือง ที่จะเอื้อมมือเข้ามาหาผลประโยชน์นั่นเอง
แต่นาทีนั้น นาทีที่ประเทศไทยตกอยู่ใต้ท็อปบู๊ตเผด็จการทหาร นายกฯ กล้าออกคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายเสียเอง!!!
พล.ต.อ.โกวิท จึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรี ปกป้องหลักการ รวมไปถึงวงการสีกากี เพื่อมิให้นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ ก้าวล่วงเข้ามาอย่างไม่ถูกต้องในอนาคต
แม้เป็นการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะแม้แต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่พล.ต.อ.โกวิท เคยร้องเรียน ยังบอกว่านายกฯ มีอำนาจย้ายผบ.ตร.พ้นตำแหน่งง่ายๆ แต่ก็ยังเดินหน้าสู้ ด้วยการฟ้องศาลปกครอง
กระทั่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ยังยืนยันว่าคำสั่งของตนนั้นถูกต้อง และมีการอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองไปยังศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุด มีความเห็นสอดคล้องกับศาลปกครอง
จนศาลปกครองกลางที่พิจารณาคดีที่พล.ต.อ.โกวิท ฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์ เดินหน้ามาใกล้ถึงบทสรุป เมื่อมีคำสั่งให้คู่กรณียื่นเอกสาร และหลักฐานคำร้องครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 กันยายน 2550 ก่อนนัดฟังคำพิพากษา
วันที่ 28 สิงหาคม 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ชิงออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งเก่า และเป็นคำสั่งที่ให้มีผลย้อนหลังกลับไปยังวันที่ออกคำสั่งนี้ด้วย!??
ผลที่ตามมาทำให้คดีนี้ยุติไปโดยปริยาย
หากมีคำตัดสินออกมาว่าคำสั่งดังกล่าวมิชอบ พล.อ.สุรยุทธ์ อาจจะถูกดำเนินการทั้งทางอาญาและทางแพ่ง!!!
พล.ต.อ.โกวิท จึงยังได้ชื่อว่าเป็นผบ.ตร.จนเกษียณอายุราชการในปีเดียวกันนั้น
ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในวันนี้
หน้า 2
ข้อมูลจาก ข่าวสด
