เหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มต่อต้านพันธมิตรในนามกลุ่มคนรักอุดรที่จังหวัดอุดรธานี และเหตุวิวาทในทำนองเดียวกันที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ให้ประชาชนและตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายรายกลายเป็นประเด็นร้อนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จนบิ๊กสีกากีหลายคนระบุตรงกันว่า นี่คือบทเรียนราคาแพง ที่เกิดจากความไม่พร้อม และการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
ถึงขั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ แม่ทัพใหญ่ ต้องออกโรงหามาตรการป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และคาดโทษผู้ใต้บังคับบัญชาทันทีในรุ่งขึ้น
เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ ผู้บัญชาการภาค (ผบช.ภ.) และ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ต้องให้ความสนใจ โดย ตร.จะประชุมระดับรอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร. เพื่อกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่า ผบช. และ ผบก.จะต้องทำอะไรบ้างเมื่อมีการชุมนุม
เมื่อมีการชุมนุมผู้การฯต้องจัดสถานที่ ต้องดูแลห้ามเกิดเหตุเช่นนี้อีก ถ้าเกิด ผบก.ภ.จว. ต้องรับผิดชอบ
ไม่เพียงเท่านั้น ผบ.ตร.ได้สั่งการ พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตานนท์ ผบช.ภ.4 เจ้าของพื้นที่ ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริง และส่ง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) ลงไปควบคุมดูแลการทำคดีด้วยตนเอง
แล้วให้จเรตำรวจเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงซ้ำอีกครั้ง
เหล่านี้เป็นความพยายามของผู้นำสีกากี ที่แก้ไข และเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนกลับมา !!
หากย้อนไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์การชุมนุมของประชาชนแล้วเกิดการปะทะหลายครั้ง ผลจากการระงับความรุนแรง ทำให้ตำรวจหลายนายต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญาจากการปฏิบัติหน้าที่ ถูกกล่าวหากระทำเกินขอบเขตหน้าที่ จนละเมิดสิทธิประชาชน?!
ต้นสังกัดต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดจำนวนมาก ส่วนผู้ปฏิบัติและผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งการต้องชดใช้ด้วยการถูกลงทัณฑ์ทางอาญาและวินัย
ตัวอย่างเช่น กรณีม็อบต่อต้านท่อก๊าชไทย-มาเลเซีย ที่ปะทะบริเวณโรงแรมเจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2545 ที่นอกจากจะมีคำสั่งศาลให้ ตร.ต้องชดใช้ค่าเสียหายแล้ว
หรือกรณีตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ต้องโทษทางวินัยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องถูกพิจารณาโทษทางอาญา เนื่องจากถูกกล่าวหารู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ทำร้ายแนวร่วมกลุ่มพันธมิตร จากการเข้าระงับเหตุการปะทะของ 2 กลุ่มที่บริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนมีรัฐประหาร
เหล่านี้เป็นบาดแผลที่เกิดจากปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งจะมีความผิดจริงตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่คงต้องรอผลจากศาลสถิตยุติธรรม !?
อย่างไรก็ตาม นายตำรวจระดับสูงหลายนาย ให้ความเห็นตรงกันว่า หลายๆ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นทำให้ตำรวจจำนวนไม่น้อยไม่กล้าเสี่ยงที่จะเข้าไประงับเหตุเมื่อการชุมนุมบานปลายเข้าขั้นรุนแรง ทั้งที่เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ นั่นเพราะไม่มีหลักประกันใดจะการันตีได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้น อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งจะไม่นำพาสู่จุดอับในชีวิตราชการ
ตรงนี้เองน่าจะพออธิบายได้ส่วนหนึ่งว่า เพราะเหตุใดจึงได้ปรากฏภาพตำรวจยืนเฉย ขณะที่ผู้ชุมนุม 2 กลุ่มกำลังปะทะกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาท นอกจากการสั่งการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศให้พร้อมรับสถานการณ์การชุมนุมและประเมินสถานการณ์ขั้นสูงไว้ทุกเมื่อแล้ว
ยังมีพยายามที่จะฟื้น ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ.... เพื่อเป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้ควบคุมการชุมนุมของประชาชนให้เป็นไปโดยสงบ ขึ้นมาอีกครั้ง
โดยร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ฉบับนี้ พล.ต.อ.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีต รอง ผบ.ตร.และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยนำเสนอให้ สนช.พิจารณามาแล้ว
แต่ถูกคัดค้านอย่างหนัก ด้วยเกรงว่าจะลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน จึงไม่ผ่านการพิจารณา ?!
แต่การนำเสนอคราวนี้ พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสีกากี ให้เหตุผลว่า จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เชื่อมั่นว่าการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการสนับสนุน และที่สำคัญต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะดำเนินการผลักดันให้มีผลใช้บังคับอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับความเห็นของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีต รอง ผบ.ตร.และอดีตโฆษก ตร. ที่ให้ความเห็นว่า กฎหมายนี้จำเป็น และในอารยประเทศก็ใช้กฎหมายลักษณะนี้ กฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือของตำรวจในการควบคุมการชุมนุมเท่านั้น แต่จะเป็นกรอบให้ทุกคนพึงปฏิบัติตามสิทธิของตนเองโดยไม่ไปกระทบสิทธิของคนอื่น
พร้อมฝากข้อคิดถึงตำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในการชุมนุมว่า ในสถานการณ์การชุมนุม การทำหน้าที่ของตำรวจที่เป็นตัวกลางให้ระลึกไว้เสมอว่าจะทำให้ถูกใจทุกฝ่ายนั้นเป็นไปไม่ได้ ตำรวจจะทำอะไรต้องถูกต้อง เคร่งครัดตามกฎหมาย ไม่เลือกข้าง ไม่แบ่งฝ่าย
สิ่งหนึ่งขอให้ประชาชนเห็นใจตำรวจด้วยเพราะหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่แค่การดูแลการชุมนุมที่ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตำรวจมีหน้าที่อื่นอีกนานัปการ ต้องบริการ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนอื่นๆ ที่ต่างก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน อดีตรอง ผบ.ตร.ย้ำ
จากนี้คงต้องจับตาบทบาทของตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.อ.พัชรวาท ว่าจะรับมือกับสถานการณ์การชุมนุมที่แนวโน้มมากขึ้น แรงขึ้นโดยไร้ข้อกังขาได้อย่างไร!!
ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ.... โดยสังเขป
มาตรา 3 การชุมนุม หมายความว่า การที่หมู่ชนหรือกลุ่มคนมาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความคิดเห็นร่วมกันในลักษณะเป็นการเรียกร้อง การประท้วงการสนับสนุน การให้กำลังใจ การคัดค้าน การต่อต้าน หรือในลักษณะอื่นใด อันอาจจะส่งผลให้บุคคล คณะบุคคล องค์กร หน่วยงาน กระทำการหรือละเว้นการกระทำ
ที่สาธารณะ หมายความว่า สถานที่ที่รัฐจัดไว้ให้ประชาชนโดยทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น สนามหลวง สวนจตุจักร เป็นต้น
ผู้จัดให้มีการชุมนุม หมายความว่า ผู้ยื่นคำขออนุญาตชุมนุม รวมถึงบุคคลที่ปราศรัย ผู้ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ ชักชวน ยุยง หรือสนับสนุน
ประธานกรรมการ หมายความว่า ประธานกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตชุมนุมในที่สาธารณะ
คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตชุมนุมในที่สาธารณะ
หัวหน้าสถานีตำรวจ หมายความว่า หัวหน้าสถานีตำรวจที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบสถานที่ที่มีการชุมนุม
มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่การชุมนุมในที่สาธารณะจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่นและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
มาตรา 6 การชุมนุมในที่สาธารณะที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้กระทำเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการตามมาตรา 9
(1) มีการใช้ช่องทางเดินรถหรือพื้นผิวการจราจร
(2) มีการใช้เครื่องขยายเสียง เครื่องฉายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเครื่องมือถ่ายทอดการชุมนุมใดๆ
(3) มีการใช้ยานพาหนะ
(4) มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม
มาตรา 9 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตชุมนุมในที่สาธารณะสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน ผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์รักษาความปลอดภัย ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทน บช.น. ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ฯลฯ เป็นกรรมการ
ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นรองประธาน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกรรมการ อัยการจังหวัด นายอำเภอที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบสถานที่ชุมนุม และปลัดจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา 11 การอนุญาตการชุมนุมในที่สาธารณะที่มีการย้ายเขตจังหวัด จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการตามมาตรา 9 ของจังหวัดอื่นก่อน
มาตรา 12 ผลการพิจารณาโดยคณะกรรมการตามมาตรา 9 ให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา 14 การชุมนุมในที่สาธารณะซึ่งอยู่ในบังคับตามมาตรา 6 ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ได้ขออนุญาตหรือมิได้ขออนุญาตก็ตาม ถ้าการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาต หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่นหรือสาธารณชน หรือมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ให้ผู้จัดให้มีการชุมนุมหรือผู้ที่สันนิษฐานว่าเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมแล้วแต่กรณี ประกาศยุติการชุมนุมแล้วรีบแจ้งหัวหน้าสถานีตำรวจที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบสถานที่ชุมนุม และให้ผู้จัดให้มีการชุมนุมหรือผู้ที่สันนิษฐานว่าเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมดังกล่าวให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทุกฝ่าย เพื่อยุติการชุมนุม
มาตรา 15 ประธานกรรมการมีอำนาจสั่งยุติการชุมนุมในที่สาธารณะในกรณีดังนี้
(1) ไม่มีผู้จัดให้มีการชุมนุมอยู่ดูแลการชุมนุมนั้น
(2) การชุมนุมนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่นหรือสาธารณชน หรือมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
(3) การชุมนุมที่ฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้
การประกาศยุติการชุมนุม ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแจ้งด้วยวาจา หรือใช้เครื่องขยายเสียง หรือใช้การสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้ชุมนุมสามารถรับทราบได้ ณ บริเวณสถานที่ชุมนุม
เมื่อประธานกรรมการสั่งยุติการชุมนุมแล้วให้ถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาต และผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษตามมาตรา 19 โดยอนุโลม
มาตรา 16 หากการชุมนุมในที่สาธารณะที่ได้มีการประกาศให้ยุติ แล้วผู้ชุมนุมยังคงฝ่าฝืน ประธานกรรมการมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมสลายการชุมนุมได้
มาตรา 17 เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ใช้อำนาจในการสลายการชุมนุมตาม ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เกินแก่เหตุหรือไม่เกินความจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ที่ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
มาตรา 18 ผู้ใดจัดให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะโดยมิได้ดำเนินการขออนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดจัดให้มีการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง และเกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แม้จะได้ปฏิบัติตามมาตรา 14 แล้วก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดจัดให้มีการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง และเกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 19 ผู้ใดฝ่าฝืนจัดให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ แม้การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนจัดให้มีการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง และเกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แม้จะได้ปฏิบัติตามมาตรา 14 แล้วก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนจัดให้มีการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง และเกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือมีเหตุอันก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
