ปั๊มน้ำมันค้าปลีกเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ เพื่อให้บริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ปรับเพิ่มค่าการตลาด เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอความช่วยเหลือ และฟ้องศาลเพื่อความเป็นธรรม หวังลดปัญหาหนี้ 5-6 หมื่นล้านบาท ยอมรับช่วงราคาน้ำมันแพงมีปั๊มปิดกิจการไปแล้ว 3 พันรายนายสมภพ ธนะธีระพงศ์ นายกสมาคมผู้ค้าน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมสามัญประจำปี 2549 ร่วมกับสมาชิก ว่าได้มีการหารือกับสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น ปตท. เอสโซ่ คาลเท็กซ์ เชลล์ บางจาก ที่ขึ้นค่าการตลาดนั้น จะเป็นการปรับขึ้นเฉพาะในส่วนที่เป็นรายได้ของบริษัทเอง แต่ไม่ได้ปรับขึ้นให้กับปั๊มน้ำมันขายปลีกทั่วไป และค่าการตลาดของปั๊มน้ำมันไม่ได้ปรับขึ้นมา 20 ปีแล้ว โดยแต่ละบริษัทจะให้ค่าการตลาดแก่ปั๊มน้ำมันประมาณ 30 - 45 สตางค์ต่อลิตร และทำสัญญาส่งน้ำมันให้ประมาณ 4 แสนลิตรต่อเดือน แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดขายปรับลดลง และจำหน่ายได้ประมาณ 1 แสนลิตรต่อเดือน เพราะผู้ใช้รถได้หันไปใช้แอลพีจี และเอ็นจีวีมากขึ้น จึงต้องถูกปรับจากยอดที่เหลือเพราะขายน้ำมันไม่หมดตามสัญญา
ที่สำคัญเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้น บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จึงให้ปั๊มน้ำมันค้าปลีกจ่ายค่าน้ำมันเป็นเงินสด แทนการให้เครดิต ดังนั้น เมื่อยอดขายลดลงและค่าการตลาดยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะผู้ค้ารายใหญ่ไม่ยอมปรับเพิ่มให้ และยังยึดตามสัญญาเดิม จึงทำให้ปั๊มทั่วไปอยู่ไม่ได้ ต้องประสบปัญหาขาดทุน และมีภาระหนี้สินรวมกันประมาณ 5 - 6 หมื่นล้านบาท จากปั๊มทั่วประเทศ 15,000 แห่ง และมีปั๊มอีกจำนวน 2 - 3 พันแห่งต้องปิดกิจการไป ดังนั้น ทางสมาคมผู้ค้าน้ำมันฯ จึงเตรียมยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความช่วยเหลือ และปั๊มต่าง ๆ จะรวมตัวกันฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เพราะมีการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับปั๊มทั่วไป
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
