พบสัญญาณจ้างใหม่ไม่มีเหตุศก.นิ่ง ธปท.-ศุภวุฒิย้ำนักลงทุนรอการเมืองรัฐกลุ้มเศรษฐกิจขับเคลื่อนไม่ออก รับสภาพหั่นจีดีพีปีนี้โตไม่ถึง 4% ปัญหาเกิดเป็นโดมิโนกระทบถึงการจ้างงานหดตัว พบสัญญาณอัตราว่างงานขยายตัวกว้างขึ้นจากปลายปี 2549 การจ้างแรงงานใหม่เป็นศูนย์ ผลพวงภาคการผลิตหดตัว ไม่เกิดการลงทุนใหม่ จี้รัฐเร่งหามาตรการแก้ไขหวั่นลามถึงแรงงานในระบบถูกเลย์ออฟ
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในเดือนมีนาคม 2550 ว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขยายตัวได้เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากยอดส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูงและการเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล
ศก.แย่ทำคนว่างงานพุ่ง
นางพรรณีกล่าวว่า การใช้จ่ายภายในประเทศชะลอลงต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวในระดับต่ำที่ 1.9% ลดลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 4.6% ผลจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง และทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต รวมทั้งภาวะราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนยังคงชะลอตัว เห็นได้จากภาษีที่จัดเก็บจากธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ยังหดตัวลงที่ 0.1% ยอดขายปูนซีเมนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 4.6% การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวชะลอลง โดยดัชนีผลผลิตขยายตัวเพียง 2.7% ลดลงจาก 6.6% ในเดือนก่อนหน้า ทำให้อัตราการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมลดลง โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จากปลายปี 2549 อยู่ที่ 1%
ส่งออกดีเกินดุลสูงหมื่นล.ดอลล์
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง กล่าวถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่จะปรับใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้ คาดว่าจะปรับลดลงเหลือไม่ถึง 4% เพราะการลงทุนและการบริโภคชะลอตัวค่อนข้างมาก มีเพียงภาคการส่งออกที่ยังดีและจะทำให้ปีนี้ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไตรมาสแรกเกินดุลไปแล้วถึง 5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดว่าทั้งปีจะเกินดุลเพียง 3 พันล้านดอลลาร์
นายคณิศกล่าวว่า อัตราการจ้างงานในเดือนมีนาคม มีแนวโน้มลดลง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ไม่มีการลงทุนใหม่ โดยเริ่มมีสัญญาณการชะลอการจ้างแรงงานใหม่ที่ปกติจะเข้าสู่ระบบปีละ 700,000 คน โดยกลุ่มแรงงานใหม่กลุ่มนี้จะไม่ได้รับการจ้างงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นสัญญาณการเลิกจ้างหรือเลย์ออฟ แต่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการแก้ปัญหาดังกล่าวก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปสู่การเลิกจ้าง
เอกชนไม่ลงทุนกังวลการเมือง
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และหนึ่งในคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กล่าวว่า หากจีดีพีโตไม่ถึง 4-5% ต่อเนื่องหลายปี อาจเกิดปัญหาว่างงานได้ บริษัทประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะโตเพียง 3.7% ขณะที่จีดีพีของโลกจะโต 4.9% ซึ่งในอดีตจีดีพีของไทยโตกว่าจีดีพีโลกมาตลอด ดังนั้น เมื่อจีดีพีไทยต่ำกว่าจีดีพีโลกจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในตลาดโลกลดลง
นายศุภวุฒิกล่าวว่า ช่วงครึ่งปีที่เหลือ รัฐบาลและภาคเอกชนควรเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ เอกชนยังไม่ลงทุนเพราะยังกังวลกับปัญหาการเมือง ประกอบกับนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ค่อนข้างจะกีดกันเงินลงทุนของต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งออกกฎหมายต่างด้าวหรือมาตรการกันเงินทุนสำรองนำเข้าระยะสั้น 30% ทำให้การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติฟื้นตัวช้า ส่งผลต่อการลงทุนไทยให้ช้าตามด้วย
รายงานธปท.ชี้ความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนเมษายน 2550 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการจำนวน 170 ราย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าข้อจำกัดของการทำธุรกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ และความไม่สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศค่อนข้างมาก นอกจากนี้ทิศทางของค่าเงินบาท แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทิศทางราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคธุรกิจเฝ้าติดตามดูอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้นักธุรกิจยังเห็นว่า แนวโน้มการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในปี 2550 จะยังชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่ปรับตัวดีขึ้นได้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่เลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อนเพื่อรอความแน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ยกเว้นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการลงทุนยังคงลงทุนต่อเนื่องตามแผน อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทยในระยะยาวยังดีอยู่ และเชื่อว่าการลงทุนจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งในปลายปีนี้
หน้า 6
ข้อมูลจาก มติชน
