นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณว่า ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นราคากลางเหล็กเส้นกิโลกรัมละ 1 บาท คือจาก 20.25 บาทกิโลกรัม เป็น 21.25 บาทกิโลกรัม และปรับขึ้นราคากลางเหล็กแผ่นกิโลกรัมละ 0.70 บาท คือจาก 24.80 บาทกิโลกรัม เป็น 25.50 บาทกิโลกรัม โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. นี้เป็นต้นไป เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดทุกรายการรวมทั้งรัฐบาลจีนได้มีการเก็บภาษีส่งออกเหล็กสำเร็จรูปจากผู้ประกอบการในประเทศในอัตรา 10% จากเดิมที่ไม่มีการเรียกเก็บในส่วนของเหล็กเส้น ผู้ประกอบการขอปรับขึ้นราคากิโลกรัมละ 2 บาท แต่เราขอให้ขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาท เท่านั้น และในส่วนของเหล็กแผ่นหรือเหล็กรีดร้อนนั้นต้นทุนเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละเกือบ 2 บาท แต่เราให้ขึ้นแค่กิโลกรัมละ 0.70 บาท โดยเราพยายามเลือกราคาที่ผู้ประกอบการอยู่ได้และไม่กระทบกับผู้ใช้เหล็ก ซึ่งได้ชี้แจงกับผู้ประกอบการเข้าใจว่าเหล็กบางส่วนต้องนำเข้า แต่ยังมีบางส่วนที่ยังมีสต็อกวัตถุดิบเก่าเหลืออยู่ คาดว่าการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าต่อเนื่องตัวอื่นๆ ไม่มากนัก แต่หากเราไม่ยอมให้ปรับขึ้นราคาตามสถานการณ์ของตลาด ต่อไปจะไม่มีใครนำเข้าและจะเกิดปัญหาขาดแคลน นายศิริพล กล่าว
สำหรับความต้องการใช้เหล็กของไทยในปี49 ที่ผ่านมามีประมาณ 12-13 ล้านตัน ลดลงจากปี48 ประมาณ 10-20% ส่วนในปีนี้สถานการณ์ความต้องการเหล็กมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยสถานการณ์ราคาวัตถุดิบหล็กในเดือนเม.ย.50 พบว่าราคาเศษเหล็กอยู่ที่ตันละ 360 เหรียญสหรัฐ เหล็กแท่งยาวตันละ 570-605 เหรียญสหรัฐ และราคาเหล็กแผ่นอยู่ที่ตันละ 570-580 เหรียญสหรัฐ
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
