ลุ้นเม็ดเงินต่างชาติขับเคลื่อนหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง ผู้เชี่ยวชาญชี้มาแน่ แต่เป็นแค่เงินร้อนที่หวังเก็งกำไรช่วงสั้น ลุ้นไตรมาส 2 ปีหน้าทะลุ 1,000 จุด เตือนนักลงทุนครึ่งปีแรกดัชนีแกว่งแรงพบ 4 เดือนครึ่งต่างชาติทิ้งหุ้นไทย 7.4 หมื่นล้าน ทำยอดซื้อสะสมวูบเหลือเพียง 5 หมื่นล้าน จาก 1.3 แสนล้านในเดือนก.ค.นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งว่า สำหรับในสายตานักลงทุนต่างชาติมองว่า หากทิศทางการเมืองชัดเจนภายใน 3 เดือน หรือหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ถึง 1,000 จุด ในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังถือว่าถูกซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดความน่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่เป็นนักลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะกองทุนบริหารความเสี่ยง(เฮดจ์ฟันด์) และอีกปัจจัยที่ยังคงเชื่อว่าเฮดฟันด์จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย คือ กองทุนประเภทนี้มีการเติบโตขึ้นมาก
อย่างไรก็ตามหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสปรับลงมาที่ระดับ 800 จุด นอกจากนี้เมื่อบวกกับปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยลูกหนี้คุณภาพต่ำ(ซับไพรม์) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จึงคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 ตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนสูงหรือปรับขึ้นลงได้ถึง 200 จุด แต่ถือว่าไม่แรงมากเมื่อเทียบปี 2550 ที่ดัชนีหุ้นไทยมีการเหวี่ยงตัวขึ้นลงถึง 300 จุด
บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีอยุธยา แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหลังการเลือกตั้งว่า นักลงทุนที่ขายหุ้นไปแล้วตั้งแต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปรับลดลงต่ำกว่า 813 จุด ยังไม่ต้องรีบเข้าซื้อหุ้นคืน แม้อาจเห็นการปรับขึ้นระยะสั้นๆ
โดยแนะนำให้ถือหุ้นในสัดส่วน 50% ของพอร์ตไปก่อน โดยเชื่อว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว จะทำให้ตลาดหุ้นปรับสูงขึ้นไม่ยากในระยะกลาง แต่ระยะสั้นๆ มองว่าจะยังไม่เห็นแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเริ่มเห็นรูปร่างรัฐบาลใหม่ชัดเจนขึ้นซึ่งน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2551 ขณะที่แรงซื้อที่อาจเห็นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2550 จะมาจากแรงเก็งกำไรผลการเลือกตั้ง และแรงซื้อหุ้นของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF )
บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า สำหรับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเนื่องประมาณ 74,000 ล้านบาท ตั้งแต่มีปัญหาซับไพรม์ในเดือนสิงหาคมถึงปัจจุบัน( 20 ธ.ค.) เป็นการขายปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงระยะสั้น และเมื่อปัญหาดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย รวมไปถึงมีความชัดเจนทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นคืน เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากทางพื้นฐานแล้วตลาดหุ้นไทยคงเป็นตลาดหุ้นที่มีราคาถูกที่สุดในเชิงอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี เรโช)เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาค
นอกจากนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นในปี 2551 อีกทั้งอัตราการขยายตัวของผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน(บจ.) จะกลับมาดีในปีหน้าเช่นกัน หลังจากหดตัวในช่วงปี 2549 " 2550 และเมื่อพิจารณาจากค่าเงินบาทจะเห็นว่าทุกๆ ครั้งที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่การขายหุ้นครั้งนี้ (พ.ย. " ธ.ค.) ค่าเงินบาทกลับมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 34.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 33.65 บาท/ดอลลาร์ ทำให้มองว่าเม็ดเงินลงทุนยังคงอยู่ในประเทศ และพร้อมกลับเข้ามาลงทุนใหม่ทุกเมื่อ นอกจากนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนมากขึ้นทั้งในตลาดหุ้นและตลาดเงินหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท. )ผ่อนคลายมาตรการกันสำรอง 30%
นายเพิ่มพล ประเสริฐล้ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)พรีมาร์เวสท์ จำกัด ยังเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นไทยออกนั้นจะเป็นช่วงสั้นๆ และส่วนใหญ่ ถือเงินสด บวกกับเป็นช่วงจังหวะที่ต่างชาติหยุดยาวด้วย ประกอบยังมีปัจจัยในประเทศ จากความไม่ชัดเจนเรื่องการเมือง และเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น
นายณาศิส ประเสริฐสกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า สัปดาห์นี้( 24-28 ธ.ค.) ตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องอีกเล็กน้อย เนื่องจากรับปัจจัยบวกหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นตลาดฯจะแกว่งตัวเพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองและนโยบายอื่น ๆ อีกที โดยให้แนวรับที่ 800 จุด แนวต้าน 825 จุด
จากการรวบรวมของฐานเศรษฐกิจถึงความเคลื่อนไหวการซื้อขายของนักลงทุนแยกประเทศในตลาดหุ้นไทยในรอบเกือบ 1 ปี( ม.ค.-20 ธ.ค.2550 )พบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสะสมสุทธิ 54,184.01 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศทั้ง 2 ประเภทเป็นฝ่ายขายสุทธิ โดยนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 5,318.53 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 48,865.49 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามพบว่าจากปัญหาซับไพรม์ที่เริ่มแผงฤทธิ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงล่าสุด 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นออกแล้วถึง 73,419 ล้านบาท จากซื้อสุทธิสูงสุดของปีที่ 127,603 ล้านบาท ในเดือนกรกฏาคม
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
