บลจ.ธนชาต ออกกองทุนเปิดธนชาตเฟล็กซิเบิ้ลฟันด์ 2 ซีรีส์ 4 เก็บหุ้นพื้นฐานดี หลังพบราคาดิสเคาส์ 30-40 % เปิดขาย 30 ม.ค.-4 ก.พ.นี้ คาดระดมทุนได้ 500 ล้านบาท เครดิต สวิสมองหุ้นไทย สิงคโปร์และฮ่องกง น่าลงทุน เหตุได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนหลังเฟดลดดอกเบี้ยนายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ออกกองทุนเปิดธนชาตเฟล็กซิเบิ้ลฟันด์ 2 ซีรีส์ 4 (THANACHART FLEXIBLE FUND-2 SERIES 4 : TFLEX-2S4) มูลค่า 1,000 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 2 ปี เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก(IPO )ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ กำหนดให้จองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท คาดว่าจะขายIPO ได้ประมาณ 500 ล้านบาท
กองทุน TFLEX-2S4 มีนโยบายลงทุนแบบผสม(ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้) โดยจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีความมั่นคงหรือธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง หรือมีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ จะเป็นตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูง
นายบุญชัย กล่าวว่า การออกกองทุนดังกล่าวในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีเนื่องจากหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมากแล้ว และมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าปรับลง หากดูหุ้นรายตัวแล้วพบว่าบางบริษัทราคาได้ปรับลดลงประมาณ 30-40 % ดังนั้นหากลงทุนช่วงนี้เชื่อว่ายังมีโอกาสได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 20 % และหากลงทุนระยะยาว 2 ปี คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 30 %
พร้อมแนะนำสำหรับการลงทุนในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงว่า นักลงทุนจะต้องเลือกเป็นรายตัวและควรจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง เพราะหากตลาดกลับมาดีหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนต่างชาติลงทุน เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกต่างประเทศยกเว้นสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นายบุญชัย คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ จะมีจุดต่ำสุดที่ประมาณ 680 จุด และสูงสุดที่ 1,050 จุด ซึ่งเป็นการคำนวณจากอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี) 10 เท่า โดยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน 2-3 เดือนนี้ ยังมีความผันผวนจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ระยะยาวมีแนวโน้มแกว่งขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงไปมากแล้ว
นายไจลส์ คีทติง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของเครดิต สวิส ด้านธุรกิจธนบดีและบริหารสินทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นในเอเชีย ทั้งไทย สิงคโปร์และฮ่องกงเป็นตลาดที่น่าลงทุน เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากการไหลข้าวของเงินทุนหลังการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าดึงดูดเนื่องจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ความวุ่นวายทางการเมืองใน ประเทศทำให้ตลาดอ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน( 29 ม.ค.) อีกทั้งเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้หุ้นไทยมีการซื้อขายที่พี/อี เรโช ประมาณ 13 เท่า เมื่อเทียบกับพี/อี เรโชที่ต่ำกว่า 11 เท่า ในขณะนี้
หุ้นที่น่าลงทุนในเอเชีย ได้แก่หุ้นของบริษัทที่เน้นเศรษฐกิจภายในประเทศและอุปสงค์ของผู้บริโภค อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มสื่อสารและค้าปลีก
ขณะที่นายคีทติง เตือนว่านักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่น, เกาหลีใต้และไต้หวัน เนื่องจากตลาดดังกล่าว มีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลง โดยทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวได้รับผลกระทบจาก ภาคเทคโนโลยี ซึ่งจะปรับตัวย่ำแย่ที่สุดในช่วงที่สหรัฐประสบภาวะชะลอตัว
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
