ในโลกของอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวขององค์กรในแวดวงนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไม่แพ้กัน ส่วนหนึ่งจากการปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงก็ปรับไปขยายในธุรกิจอื่น และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการเทกโอเวอร์กิจการของรายใหญ่ จนเกิดกระแสคาดการณ์ออกมาว่าในอีก 5-6 ปีข้างหน้า คงจะเหลือที่เป็นค่ายใหญ่เพียง 4-5 ราย กับค่ายซอฟต์แวร์ที่เป็น specialized ในแต่ละอุตสาหกรรมไม่กี่รายเช่นกันที่ต้องนับรวม บริษัท อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ธุรกิจ จากผู้จัดหาตู้ในการบริหารจัดการข้อมูล( สตอเรจ แมเนจเมนต์) สู่การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและจัดหาโซลูชัน และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ซึ่งรวมถึงการให้บริการในประเทศไทยผ่านทางบริษัทลูกที่ชื่อ บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์( ประเทศไทย) จำกัด หรือ อีเอ็มซี
*****บริหารข้อมูลดิจิตอลล้นโลก
นายธาดา เศวตศิลา ผู้จัดการประจำประเทศไทย อีเอ็มซี เผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ธุรกิจจากการเป็น storage provider และ storage management มาเป็น information infrastructure management provider หรือผู้จัดหาโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการบริหาร จัดการข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นดิจิตอล
จากรายงานของไอดีซี กล่าวถึงข้อมูลดิจิตอลที่มีอยู่ทั่วโลกระบุว่า ในปี 2548 ปริมาณข้อมูลดิจิตอลที่ถูกสร้าง บันทึกและคัดลอกไว้ทั่วโลก มีจำนวนรวมกัน 161,000 ล้านกิกะไบต์ หรือประมาณ 3 เท่าของข้อมูลในหนังสือทั้งหมดที่มนุษย์เคยเขียนขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลให้ข้อมูลดิจิตอลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง มาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล ตัวอย่างเช่น ฟิล์ม ระบบเสียง และภาพ ที่เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอล
ทำให้ในปี 2550 เป็นครั้งแรกที่ปริมาณข้อมูลที่สร้างขึ้นและถูกเก็บไว้เหล่านี้มีปริมาณมากเกินกว่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่ และยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2553 ข้อมูลดิจิตอลเกือบ 70% จะถูกสร้างโดยผู้ใช้
การเพิ่มขึ้นและความหลากหลายของข้อมูลดิจิตอลส่งผลให้องค์กรทั่วโลกทั้งขนาดเล็กและใหญ่จำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการบริหารจัดการ คุ้มครอง ค้นหา และจัดเก็บข้อมูล ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการรับส่ง จัดเก็บ ปกป้อง ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
***** เน้นสร้างความแตกต่าง
ธาดา กล่าวว่าเฉพาะในเมืองไทย ดูจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประจำ มีประมาณ 15 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 63 ล้านคน ภายในปี 2551 เชื่อว่าปริมาณการเก็บข้อมูลดิจิตอลในไทยจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าครึ่ง หรือมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานรองรับข้อมูลที่ไทยมี สิ่งที่กำลังมองกันอยู่ คือ จะเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องลบทิ้ง
การปรับเปลี่ยนสู่การเป็นผู้จัดหาโซลูชันครั้งนี้ อีเอ็มซียังคงเน้นจุดแข็งในเรื่องการจัดการข้อมูลที่มีอยู่ พร้อมกับสร้างความแตกต่างในเรื่องของซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรดักต์ใหม่ๆออกมารองรับ เช่น documentatum โซลูชันระบบสตอเรจบนเครือข่ายข้อมูล เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถผนวกรวมข้อมูล( เช่น ไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่เก็บในรูปเอกสารเมล์ และดิจิตอล ช่วยในการจัดการข้อมูลแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ และประเภท ตามลำดับความสำคัญ หรือ BURA(Back up recovery and Archiving) การแบ็กอัพข้อมูล การเก็บข้อมูลระยะยาว รวมทั้งบริหารจัดการการเก็บและเรียกใช้ข้อมูล ตลอดจนการปกป้องข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้องค์กรนำไปปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากข้อมูลที่มีอยู่ได้
นอกจากการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในด้านซอฟต์แวร์แล้ว ธาดา ยังเผยว่า บริษัท ได้ลงทุนสร้างคน ซึ่งนอกจากพนักงาน 30 คนที่ปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาและบริการกับลูกค้าแล้ว ยังทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้าง และปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้งานข้อมูลให้กับลูกค้าอีกด้วย
โดยหนึ่งในแนวทางใหม่ที่นำมาให้บริการ คือ เรสซิเด้นซ์ เซอร์วิส หรือลูกค้าอยู่ที่ไหนเรามีอาชีพไปให้บริการถึงที่ รวมถึงการเข้าไปช่วยฝึกคน ถ้าลูกค้ายังไม่พอใจก็จะจัดส่งคนของอีเอ็มซีเข้าไปช่วยกำกับดูแลด้วย พร้อมกันนี้ยังมีพนักงานของอีเอ็มซีทั่วโลกอีกกว่า 30,000 คนที่คอยสนับสนุนและสามารถที่จะดึงเข้ามาให้บริการได้อีกทางหนึ่งด้วย
จุดเด่นของเราอีกอย่างคือ ซอฟต์แวร์ด้าน information structure ของเราเป็น open architecture หรือระบบเปิดที่สามารถใช้กับ platform ใดๆที่ลูกค้าใช้อยู่ได้
อีกส่วนหนึ่งคือ การจัดตั้ง South Asia Development Lab ขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อตุลาคม 2550 เพื่อให้ลูกค้าใช้ทดสอบคอนเซ็ปต์การให้บริการและสามารถนำคอนเซ็ปต์นี้ไปใช้ได้จริงกับธุรกิจของลูกค้า
ธาดา ย้ำถึงการปรับตัวของอีเอ็มซีครั้งนี้ว่า ได้ทุ่มเทการทำงานโดยเฉพาะการสร้างคนเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ธุรกิจใหม่ ซึ่งวันนี้มีความพร้อม ที่จะลงสนาม โดยตลาดเป้าหมายที่วางไว้ อาทิกลุ่มธุรกิจธนาคาร เทเลคอม และการยกระดับกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการสตอเรจให้หันมาใช้บริการซอฟต์แวร์ใหม่ๆเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่
ปัญหาท้าทายการทำงานที่จัดไว้เป็นอันดับแรก คือ การให้บริการแก่ลูกค้าให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ส่วนในระยะ 3-4 ปี ข้างหน้า ธาดา คาดหวังสร้างความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นกับพนักงานอีเอ็มซีในไทยรวมถึงพันธมิตรธุรกิจ และพยายามผลักดันไทยเป็น 1 ในประเทศลำดับต้นๆ ที่อีเอ็มซีจะเข้ามาลงทุน ซึ่งปัจจุบันไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่(new emerging market) ขณะที่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน เป็น 4 ประเทศต้นๆที่อีเอ็มซีจะลงทุนเป็นอันดับแรก
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
