พายุการเมืองที่ถล่มตลาดหุ้นไทยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา(26-30 พ.ค.2551)โดยเฉพาะกับกระแสข่าวลือปฏิวัติที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงหูนักลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ทำให้นักลงทุนต่างชาติตื่นตระหนกเทขายหุ้นตลอดทั้งสัปดาห์รวม 13,181.91 ล้านบาท โดยเฉพาะวันท้ายของสัปดาห์ที่หุ้นไทยปรับตัวดีตามตลาดต่างประเทศและสัญญาณการเมืองในประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้นนั้น ปรากฏว่านักลงทุนต่างชาติยังเดินหน้าขายสุทธิถึง 5,480.88 ล้านบาทนายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคทีบี จำกัด กล่าวว่า ต้องจับตามุมมองของนักลงทุนต่างประเทศว่าคิดอย่างไรกับเรื่องการเมืองไทย หลังจากที่สถานการณ์ผ่อนคลายขึ้น
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล. ทิสโก้ฯ กล่าวว่า ตราบใดที่ปัจจัยการเมืองไม่มีความชัดเจน กองทุนบริหารความเสี่ยง(เฮดจ์ฟันด์) คงยังไม่เลือกลงทุนในตลาดหุ้นไทย ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะถูกลงแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้จะเข้าลงทุนเมื่อเห็นโอกาสในการทำกำไรระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าหลังจากเข้าลงทุนแล้ว
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ส่วนใหญ่จะลงทุนประมาณ 3-5 ปีนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า อยู่ในช่วงนำปัจจัยการเมืองเข้ามาพิจารณาเพิ่มเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนใหม่ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติระยะยาวกลุ่มนี้ได้เข้าลงทุนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา (ก.พ.-เม.ย.2551) และคาดว่าจะต้องลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลงเหลือระดับเดียวกับน้ำหนักตลาด (neutral )จากก่อนหน้าที่มีปัจจัยการเมืองเข้ามา ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด(overweight )
ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย)ฯ ยอมรับว่าปัจจัยการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนของต่างชาติ แต่เชื่อว่าตลาดได้ซึมซับไปบางส่วนแล้วโดยเฉพาะกลุ่มนำตลาด คือ กลุ่มพลังงานที่ปรับลงมากแล้ว อย่างไรก็ตามสาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นจำนวนมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการอาศัยจังหวะขายเพื่อทำกำไรด้วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเมืองไทยคงไม่เกิดความรุนแรง ดังนั้นซิตี้กรุ๊ป คาดว่าดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ถึง 900 จุด
นายกฤษฎา สวามิภักดิ์ กรรมการผู้จัดการสายงานค้าหลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ฯ กล่าวว่า ช่วง 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา หลังการเมืองร้อนแรงขึ้น นักลงทุนต่างชาติกังวลเรื่องการปฏิวัติและสอบถามเข้ามามากเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าหากการเมืองบานปลายก็เชื่อว่ามีผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ โดยอาจจะไม่ตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยยาวทั้งปีแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าน้ำหนักตลาดก็ตาม
ส่วนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งถือเป็นกองทุนที่เน้นการเข้าเร็วออกเร็ว จะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสทำกำไรมากที่สุด ดังนั้นคาดว่าในปีนี้การลงทุนในหุ้นไม่น่าสนใจเท่ากับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เหล็ก และสินค้าเกษตรที่เป็นพลังงานทดแทน และธัญพืช เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสทำกำไรได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเอเชียที่ในปี 2550 ได้ปรับขึ้นไปแรงมากแล้ว เช่น ตลาดหุ้นจีน เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งในปีนี้หากขายทำกำไรไม่ทันก็อาจทำให้ติดหุ้นที่ราคาสูง เนื่องจากขณะนี้บางตลาดได้ปรับลง 30-50% แล้ว
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัสฯ กล่าวว่า หากปัญหาการเมืองไม่บานปลายก็คงไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่เข้ามาลงทุนเป็นช่วงๆ และจะเว้นไปยาวนาน 3-4 เดือน เพราะระยะยาวหากดูจากปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นไทยเห็นได้จากอัตราการเติบโตที่ดีของกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2551
เฮดจ์ฟันด์ยังไม่สนใจตลาดหุ้นไทยมากนัก จากที่ล่าสุดผมได้ร่วมนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์)ต่างประเทศ เฮดจ์ฟันด์หลายกลุ่มตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดหุ้นไทยยังมีขนาดเล็กเกินไป ดร.ก้องเกียรติ กล่าว
บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีอยุธยาฯ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ระบุโดยคาดหวังว่าข้อโต้แย้งทางการเมืองและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติได้เร็วสุดคือ กรณีที่ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป และจะนำมาซึ่งการสลายตัวของการชุมนุมจากพันธมิตร หากกรณีนี้เกิดขึ้นจะทำให้ภาพการลงทุนกลับมาเป็นบวกอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นในขณะที่หากมีการส่งต่อญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาที่ยังต้องใช้ระยะเวลาในการทำประชามติอีก 45 วันหรือมากกว่าจะทำให้ช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองต่อไป
ภายใต้ความไม่แน่นอนด้านปัจจัยการเมืองนั้น บล.กรุงศรีอยุธยาฯ แนะนำนักลงทุนให้ป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือครองเงินสด 50% ของพอร์ต และรอจังหวะกลับเข้าซื้อเพิ่มพอร์ตอีกครั้ง เมื่อปัจจัยการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น สำหรับในระยะสั้นยังเน้นซื้อเก็งกำไร ด้วยความเชื่อมั่นที่ลดลงและอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทย อาจเติบโตไม่ได้ตามเป้าหมาย จะส่งผลลบต่อกลุ่มธนาคารและที่ดิน
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
