จากเด็กที่ชอบดูหนัง ฟังเพลง เป็นชีวิตจิตใจ กลายเป็นเชื้อเติมไฟให้ นลินรัตน์ นันท์นนส์ ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ และเธอก็สามารถสร้างฝันให้เป็นจริง ด้วยการก่อตั้ง แมงป่อง ชื่อตั้งตามราศีเดือนเกิด จนได้เป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ ผู้ผลิต ,จำหน่ายและให้เช่าภาพยนตร์/เพลงทั้งในและต่างประเทศ ที่ใครต่อใครรู้จักดี โดยเฉพาะร้านค้าขายปลีกแบรนด์ แมงป่อง ภายใต้การบริหารบริษัท ป่องทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีสาขาร่วม 250 แห่ง และกำลังจะยกระดับเป็น เอ็ดดูเทนเมนต์ รายใหญ่สุดของประเทศพี่ชอบดูหนังฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก จึงคิดว่าการที่เราได้ทำในธุรกิจที่เรารัก เราชอบ มันก็น่าจะได้ทุกอย่างครบถ้วน และเมื่อได้เข้ามาทำจริง ๆ ก็เหมือนต้องมนต์เสน่ห์ของธุรกิจนี้จริงๆ
นลินรัตน์หรือชื่อเดิมว่า กิตติ์ยาใจ ตรีเอกวิจิตร เป็นลูกคนที่3 แต่เป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้อง 10 คนจากครอบครัวจีน เธอถูกปลูกฝังในด้านความรับผิดชอบมาตั้งแต่เด็ก โดยดูแลทั้งงานบ้าน และเลี้ยงน้อง ๆ ทั้ง 7 คน จนเมื่อจบการศึกษา เธอจึงคิดมีธุรกิจของตนเอง โดยเป็นผู้ก่อตั้ง แมงป่อง ขึ้นเป็นแห่งแรกของวงการบันเทิงไทย เมื่อปี 2524 ขณะที่อายุเพียง 21-22 ปี
จากธุรกิจของครอบครัวเล็กๆ และสินค้าที่ยังเป็นรูปของเทปคาสเซ็ต ได้พัฒนาจนมาเป็นผู้ผลิตดีวีดี 9 และดีวีดี ในระบบเสียงดีทีเอส รายแรกของประเทศไทย เป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ เอ็มพี 3 รวมเพลงสากลที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องเป็นรายแรกของประเทศไทย ฯลฯ การขยายรูปแบบการขายเป็นแฟรนไชส์ ก่อนที่บริษัทจะแปลงสภาพเป็นมหาชน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปลายปี 2547 พร้อมกับสัดส่วนหุ้นที่ถือโดยกลุ่มนันท์นนส์ จะลดลงเหลือ 60%
ธุรกิจนี้มีเสน่ห์ก็จริง แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 20 ปี ก็คือกฎหมายบ้านเรา และเป็นอันตรายที่ว่ามุมมองของภาครัฐเองในการแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังไม่ชัด ซึ่งไม่เพียงทำลายตลาด แต่ยังทำลายระบบภาษี ทั้งที่หลายประเทศได้ใช้วงการบันเทิง สร้างความรู้สึกรักชาติ ความสามัคคีของคนภายในประเทศ เช่นในเกาหลี ทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศ รู้จักอาหารของเขา ประเทศไทยรัฐบาล,กระทรวงอุตสาหกรรม , กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงวัฒนธรรม ก็น่าจะมีส่วนร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ และใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างคน เติมสิ่งดี ๆให้ประชาชนและประเทศได้
เธอกล่าวต่อว่า ตราบใดที่ปัญหาเทปผีซีดีเถื่อน ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ไม่ต่างกับเพิ่มคู่แข่งบนสนามแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งท้ายสุด อุตสาหกรรมนี้ก็อาจต้องลีบลง บจม.ป่องทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับผลพวงจนทำให้ผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้า และเป็นโจทย์ใหญ่ของคนในอุตสาหกรรมนี้ ที่คิดหาทางออก
ค่ายป่องทรัพย์ ได้งัดกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจ มาเป็น Edutainment Hub เมื่อปลายปี 2550 สื่อสาระบันเทิง แทนคอนเทนต์ด้านหนังและเพลง โดยได้ทุ่มทุนกว่า 100 ล้านบาท กวาดซื้อลิขสิทธิ์จากบริษัทผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกถึง 9 แบรนด์ อาทิ BBC, National Geographic, Discovery Channel ,Animal Planet ,Discovery Kids , CSI ฯลฯ
Edutainment Hub เป็นนโยบายที่เราเชื่อว่าวางมาถูกทางแล้ว ในช่วงแรกกลุ่มอาจยังไม่ใหญ่ แต่มีกำลังซื้อและเป็นอีกระดับหนึ่งที่มีการศึกษา ให้ความสำคัญในเรื่องของลิขสิทธิ์ ดังนั้นโอกาสที่เราจะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ จึงน่าจะมีน้อยกว่า
โดยหลังจากทดลองทำมา 3 เดือน เธอกล่าวว่า บริษัทได้รับการตอบรับดีเกินคาด และเชื่อว่าคอนเทนต์ด้านสารคดีจะเป็นตัวทำรายได้หลักให้บริษัทได้ในสัดส่วนถึง 50% ในปี 2552 สัดส่วนที่เหลืออีก 50% จะเป็นคอนเทนต์หนังและเพลง เมื่อเทียบจากปี 2550 ที่รายได้จากคอนเทนต์ทั้งสามจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 30% จากฐานรายได้ของบริษัทในปีนั้นซึ่งอยู่ที่ 700 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 20%
ทุกๆเรื่องที่ออกใหม่ ทำให้เราต้องมาระดมความคิดในการทำงานมากขึ้น เพื่อหาคำตอบว่าคนดูจะได้ประโยชน์อะไร ตัวอย่างตอนที่ออก Ancient Rome ความรุ่งเรืองและล่มสลายของอาณาจักรกรุงโรม ,เรื่อง The History of Singapore ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราอยากให้คนไทยได้ดู เพราะชวนให้ติดตามถึงวิธีคิด วิธีสร้างชาติอย่างลีกวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ทำไมลีกวนยูถึงพาประเทศเล็กๆ ซึ่งไม่มีทรัพยากรอะไร จนรวยติดอันดับหนึ่งของเอเชียได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแม่โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ จากประสบการณ์โดยตรงที่ยาวนาน 27 ปี นลินรัตน์ ยังกล่าวถึงหลักการทำงานเธอว่า การจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องศึกษาให้รู้จริงและทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งคนที่เป็นนายหรือซีอีโอ ไม่เช่นนั้นนโยบายที่ออกมาก็อาจจะหลงทิศ ในบางครั้งซีอีโอก็จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปลงรายละเอียดของงาน เพื่อใกล้ชิดกับผู้ร่วมงานคอยคอนโทรลให้ทิศทางเป็นไปตามเป้าหมาย
คนเป็นผู้บังคับบัญชา ก็อยู่ที่การเลือกใช้คนให้ถูกกับงานและตรงตามความสามารถที่เขามี และอย่างที่บอก องค์กรไม่สามารถประสบความสำเร็จ โดยคนคนเดียว ทั้งหมดทั้งปวงก็มาจากทีมงาน แต่ทีมงานด่านแรกต้องรู้เสียก่อนว่าเป้าหมายของบริษัทคืออะไร สไตล์การทำงานอีกอย่างที่เธอแตกต่างจากผู้บริหารท่านอื่น นั่นคือหาทางจับผิด เพราะเชื่อว่า นั่นเป็นวิธีของการขจัดข้อผิดพลาด
อย่างงานตรวจเช็ก คอนเทนต์ของงานที่ออกมา หรือจะเป็นความคมชัด พี่จะมุ่งประเด็นจับผิดหาความผิดพลาด เพื่อเราจะได้หาทางปรับปรุง ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างผู้บริหารในงานสายอื่น
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายถึงความภาคภูมิใจของบมจ.ป่องทรัพย์ในวันนี้ ก็คือบทบาท การมีส่วนร่วมช่วย สร้างสรรค์ ยกระดับองค์ความรู้ให้กับสังคม จากการปรับโมเดลธุรกิจ ให้มาเป็น Edutainment Hub
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
