คอลัมน์ เมืองไทย25น.นายมหาเศรษฐี
ยังเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ระหว่างกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติในเรื่องวิธีการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศยามนี้
กระทรวงการคลังเน้นไปที่การกระตุ้นการลงทุนภายใน ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหรือจีดีพีดีขึ้น
ขณะแบงก์ชาติปักหลักอยู่กับการใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศขยายตัวมากเกินไป
ขัดแย้งกันจนถึงขั้นมีข่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าแบงก์ชาติในเร็วๆ นี้
ความเห็นต่างในทางเศรษฐศาสตร์นั้นคือความปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะศาสตร์นี้มิได้มีสูตรตายตัว เช่น 1 บวก 1 ต้องเป็น 2 เหมือนศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์
เพราะตัวแปรในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีเยอะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ เงินฝืด การว่างงาน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีค่าครองชีพ ฯลฯ และทุกตัวล้วนมีความสำคัญสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ
ถ้าความเห็นแย้งในกรณีดังกล่าวเป็นการถกเถียงในหมู่แวดวงนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ก็คงไม่เป็นไร กลับดีเสียอีกเพราะเท่ากับเป็นการลับปัญญาในหมู่ผู้มีปัญญา
แต่พอมาเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องอย่างนี้ต้องมีบทสรุปให้ชัดว่าควรต้องเลือกวิธีการใด
ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังวิกฤตเช่นยามนี้ด้วย ความมีเอกภาพในนโยบายและวิธีการแก้ปัญหาของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ
วิธีการของใครจะถูกหรือผิดอย่างไรขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนซึ่งก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าดูจากวิธีการของประเทศอื่นๆ ที่นำมาใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจเที่ยวนี้ก็ต้องยอมรับว่าล้วนเป็นแนวทางเดียวกันกับที่แบงก์ชาติของเรา นั่นคือมุ่งไปที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงเป็นสำคัญ
เป็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ
ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญต่อการสกัดอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเรื่องตัวเลขจีดีพีของประเทศว่าจะโตกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ด้วยความที่กระทรวงการคลังก็ใหญ่เพราะมาจากภาคการเมืองขณะแบงก์ชาติเองก็เป็นสถาบันอิสระมีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่ ความเห็นต่างข้างต้นก็เลยถูกยื้อกันมาจวบปัจจุบัน
ก็ได้แต่หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อสรุปเป็นทางเลือกเดียวให้กับประเทศได้โดยเร็ว
เพราะถ้ายังขืนยื้อกันอย่างนี้ต่อไปอีก ประเทศชาติอาจชะตาขาดไปเสียก่อนก็เป็นได้
หน้า 9
ข้อมูลจาก ข่าวสด
