การใช้จ่ายและสังสรรค์ลดลง สวนยอดเล่นพนันพุ่งเฉียด20%มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดผลสำรวจ พบการแข่งขันบอลยุโรปปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับบอลโลก สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไม่ดี คนประหยัดค่าใช้จ่าย สังสรรค์ลดลง แต่ยอดเล่นพนันกลับเพิ่มขึ้น ชี้ยอดพนันต่อคนเฉลี่ย 996.1 บาทต่อนัด หรือตลอดฤดูกาล 5,323 บาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจเรื่องยูโร 2008 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย พบว่า จากสภาพเศรษฐกิจในภาวะน้ำมันแพงและค่าครองชีพสูง แม้การใช้จ่ายในช่วงฟุตบอลยูโรเทียบกับการแข่งขันบอลโลก (2 ปีก่อน) จะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 14.5% หรือมูลค่าเพิ่มจาก 47,000 ล้านบาท เป็น 54,908 ล้านบาท แต่เมื่อแยกประเภทการใช้จ่ายพบว่า การใช้เงินเพื่อพนันบอลเพิ่มขึ้นถึง 19.7% หรือมูลค่า 33,882 ล้านบาท ขณะที่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสังสรรค์ เพิ่มขึ้นเพียง 4.8% มูลค่า 17,958 ล้านบาท การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์รับสัญญาณ เพิ่มขึ้น 2.1% มูลค่า 2,058 ล้านบาท ขณะที่ใช้เงินด้านอื่นๆ อีก 1,011 ล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 49% เห็นว่าบรรยากาศความคึกคักน้อยกว่าควรจะเป็น และอีก 19.5% มองว่าไม่คึกคักเลย มีเพียง 6.7% เท่านั้นระบุว่าคึกคักกว่าที่คาด
เมื่อคนไทยมองว่าเศรษฐกิจแย่ จึงต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ฉะนั้นเศรษฐกิจมีผลให้ยูโรไม่คึกคัก และยูโรก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจคึกคักขึ้นเช่นกัน มูลค่าที่เพิ่มจึงเกิดกับการพนันบอลมากขึ้น แต่การใช้จ่ายซื้อของและสังสรรค์พบว่าลดลงมาก สะท้อนให้เห็นว่าคนเล่นพนันมากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังซึมต่อเนื่อง นายธนวรรธน์ กล่าว
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจยังพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดตามบอลยูโร 65.3% ระบุว่าไม่เล่นพนัน ขณะที่กลุ่มเล่นพนันมีสัดส่วน 34% โดยในจำนวนนี้ 93.4% ระบุว่าต้องการเล่นเอาเงิน ส่วนใหญ่ใช้เงินเล่นพนันต่อนัดประมาณ 100-1,000 บาท หรือเฉลี่ย 996.1 บาทต่อนัด และเฉลี่ยตลอดฤดูกาลแข่งขันจะใช้เงินประมาณ 5,323 บาทต่อคนต่อนัด (กรอบบ่าย)
หน้า 8
ข้อมูลจาก มติชน
