คอลัมน์ รายงานพิเศษในวันที่ 25-26 มิ.ย.นี้ สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ตามที่ ครม.เสนอ
กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย 1.835 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 2.49 หมื่นล้านบาท จากงบรายได้ 1.585 ล้านล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2551 จำนวน 175,000 ล้านบาท หรือ 10.5%
วงเงินงบประมาณดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 17.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
แยกเป็นรายจ่ายประจำ 1.33 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 27,540.2 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 407,317.8 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 63,676.1 ล้านบาท
รัฐบาลวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญว่า
ในส่วนภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2551 มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4.5-5.5% และอัตราเงินเฟ้อประมาณ 5.5-6% โดยมีแรงกระตุ้นที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ปริมาณการส่งออกยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี
ทั้งนี้ รัฐบาลยังเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ได้แก่ การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ การปรับเพิ่มค่าครองชีพข้าราชการระดับต้น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ
มาตรการเงินทุนเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก มาตรการด้านภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5.5% อัตราเงินเฟ้อ 3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่
การขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ต่อเนื่องจากปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น ประกอบกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คาดว่าจะส่งผลชัดเจนขึ้นในปี 2552
นอกจากนี้รัฐบาลยังระดมทุนจากแหล่งต่างๆ ทั้งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้คืบหน้าตามเป้าหมาย รวมทั้งการดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2552 จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
ส่วนปัจจัยที่พึงระวังในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ปี 2552 ที่สำคัญคือ ราคาน้ำมัน และต้นทุนวัตถุดิบ ที่จะยังทรงตัวในระดับสูงและผันผวนได้ง่าย ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้
รวมถึงความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของการส่งออกไทย
ในการดำเนินนโยบายงบประมาณปี 2552 ดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยคำนึงถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ทบทวนการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐ และกำหนดรายจ่ายลงทุนในจำนวนไม่ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2551
นอกจากนี้รัฐบาลยังระบุว่า ได้นำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาและบริหารจัดการเพื่อให้เศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายปี 2552 มีภาระต่อเนื่องที่เป็นรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าตอบแทนรายเดือน ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานต่างๆ รายจ่ายชำระหนี้เงินกู้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ
เพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่รัฐบาลมีแนวทางจะใช้เงินกู้จากต่างประเทศ
รัฐบาลแยกการจัดสรรงบประมาณปี 2552 ออกเป็นยุทธศาสตร์ 8 ด้าน และ 1 รายการ คือ
1.ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ 124,470.3 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ตลอดจนการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต 543,423.1 ล้านบาท
3.ยุทธศาสตร์การปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างสมดุล 175,999.3 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน
4.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 32,655.9 ล้านบาท
5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 16,193.4 ล้านบาท
6.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8,977.5 ล้านบาท
7.ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ 187,571.4 ล้านบาท
8.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดี 301,585.9 ล้านบาท
และ 1 รายการคือ ค่าดำเนินการภาครัฐ 453,123.2 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย
สำหรับหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2552 มากที่สุด 5 อันดับแรกคือ
1.กระทรวงศึกษาธิการ 330,069 ล้านบาท คิดเป็น 18%
2.งบกลาง 249,565 ล้านบาท คิดเป็น 13.6%
3.กระทรวงการคลัง 202,523 ล้านบาท คิดเป็น 11%
4.กระทรวงมหาดไทย 195,574 ล้านบาท คิดเป็น 10.7%
5.กระทรวงกลาโหม 169,092 ล้านบาท คิดเป็น 9.2%
ในการจัดสรรงบประมาณปี 2552 การกำหนดยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นการสนองนโยบายรัฐบาล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตั้งโครงการเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณตามที่เจ้ากระทรวงหรือ ครม.จะพิจารณาอนุมัติต่อไป
โครงการที่ถูกจับตามากเป็นพิเศษคือเมกะโปรเจ็กต์
โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่รัฐบาลชุดนี้เร่งรัดจะปักหมุดให้ได้ในต้นปีหน้า
แม้ค่าก่อสร้างจะมาจากเงินกู้ แต่ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และออกแบบรายละเอียดโครงการจะมาจากงบประมาณที่อยู่ในแผนงานเร่งรัดพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่ง
ล่าสุด ครม.เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. มีมติอนุมัติขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โดยในส่วนของวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาเพิ่มเป็น 36,055 ล้านบาท จากเดิม 31,217 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการเพิ่มเป็น 1,296 ล้านบาท จากเดิม 1,248 ล้านบาท
เป็นการปรับกรอบวงเงินจากผลกระทบต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้น โดยหลังจากนี้การดำเนินการรถไฟฟ้าทุกเส้นทางจะมีการกำหนดราคากลางก่อนการเปิดประกวดราคาเป็นเวลาไม่เกิน 45 วัน เพื่อให้ราคากลางใกล้เคียงกับต้นทุนการก่อสร้างมากที่สุด นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม กล่าว
ในแผนงานรัฐบาลยังมีโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟสายตะวันออก โครงการขนส่งมวลชนทางราง โครงการรถไฟชานเมืองทางคู่ โครงการชลประทาน ฯลฯ
ขอให้งบประมาณมูลค่ามหาศาลอย่าเป็น ชิ้นปลามัน สำหรับใคร
นอกจากนี้ งบประมาณที่มีการเป็นห่วงทุกยุคทุกสมัยคือ งบกลาง ที่ปี 2552 ตั้งไว้ 249,565 ล้านบาท โดยเงื่อนไขปกติ งบกลางจะนำไปใช้เพื่อการฉุกเฉินและสถานการณ์เร่งด่วน นอกเหนือจากงบประมาณของแต่ละหน่วยงานหรือแต่ละกระทรวง
และในรัฐบาลนี้ยังมีการตั้งงบค่าดำเนินการภาครัฐ 453,123.2 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย
นั่นหมายความว่าจะมีเงินถึง 702,688.2 ล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้จ่ายยามฉุกเฉิน หรือโยกไปใช้ตามนโยบายที่อยู่นอกเหนืองบประมาณที่กำหนดไว้
เบื้องต้นคาดว่างบส่วนนี้จะถูกดึงมาใช้ในโครงการคูปองแจกคนจน โครงการที่เพิ่งเกิดขึ้นตามนโยบายน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
โครงการนี้แม้จะเป็นแนวคิดที่ดีเพื่อช่วยเหลือคนจน แต่มีข้อท้วงติงจำนวนมากว่าคนจนคือใคร มีเกณฑ์ใดมาวัด หรือจะเป็นเพียงการสร้างคะแนนนิยมให้กับหัวคะแนนหรือกลุ่มคนที่เป็นฐานเสียงของพรรคพลังประชาชนเท่านั้น
จึงเป็นการยากที่จะตรวจสอบถึงการใช้จ่าย งบกลาง-ค่าดำเนินการภาครัฐ อย่างโปร่งใส
โดยเฉพาะการนำไปอุดรูรั่วเศรษฐกิจในภาวะส่อวิกฤตอย่างนี้
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
