คาดปีนี้โต5.3%-จี้แก้หนี้เน่า-จับตาสถาบันการเงินรายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 51 คาดว่าจะมีการขยายตัว 5.3% เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.5% การอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 4.8% การลงทุน 10.8% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกมีมูลค่า 171,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้ามีมูลค่า 164,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินสำรองทางการอยู่ที่ 101,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 75,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.7% แบ่งเป็นหนี้ภาครัฐ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาคเอกชน 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังเห็นว่ามาตรการกระตุ้นรายจ่ายและลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมนั้น จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง สามารถรักษาเสถียรภาพภายนอก โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในวิสัยที่ฐานะการคลังของประเทศจะรองรับได้ และช่วยเพิ่ม อุปสงค์ในประเทศในระยะอันใกล้ อีกทั้งการแก้ปัญหาคอขวดในโครงสร้างพื้นฐานไทย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีความยั่งยืนในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม ทางไอเอ็มเอฟยังเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการนโยบายการเงินที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.25% พร้อมทั้งควรติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด รวมถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตามความเหมาะสมเมื่อมีความจำเป็น
ไอเอ็มเอฟเห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และความผันผวนของตลาดการเงินโลก สะท้อนจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สมดุล ทั้งที่ปัจจุบันมีการเกินดุลบ้าง และเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น แม้มีความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเห็นว่าอุปสงค์ในประเทศจะเป็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในปีนี้ ทดแทนการส่งออกสุทธิที่จะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวลดลง และเห็นว่าการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนจะช่วยฟื้นตัวเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ทำให้ในระยะปานกลาง เศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาขยายตัวได้ในอัตรา 6% หากสามารถรักษาเสถียรภาพได้ต่อเนื่อง และสร้างผลิตภาพจากการลงทุนในโครงการระบบสาธารณูปโภคได้เพิ่มขึ้น รายงานข่าวระบุ
รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า ส่วนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการนั้น เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และการที่ผู้ส่งออกบริหารความเสี่ยงโดยทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ามากขึ้น ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาทที่เน้นการรักษาเสถียรภาพไม่ให้ค่าเงินผันผวนมากเกินไป รวมทั้งควรเน้นการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ที่ยังคงเหลืออยู่จากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และเพิ่มความเข้มงวดต่อการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ขณะที่รัฐบาลควรยึดเป้าหมายระยะยาวในการทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นในสถาบันการเงินลงต่อไป
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
