นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังจะเรียกประชุมผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจทั้งหมด เพื่อรับนโยบาย 2 เรื่องใหญ่ คือ 1.การเลื่อนมาตรฐานบัญชี (ไอเอเอส 39) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่กระทรวงการคลังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องดำเนินการไอเอเอส 39 ภายในปี 2552 เนื่องจากเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่เกิดภาวะชะลอตัว ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจแต่ละแห่งมี พ.ร.บ.เป็นของตัวเอง ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กติกาที่เข้มงวดและสามารถเข้าไปช่วยดูแลลูกค้าให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ส่วนนโยบายที่ 2 คือ เรื่องการลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจลง จากปัจจุบันที่ธนาคารเหล่านี้มีส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ซึ่งถือว่ามีกำไรมากเกินไป จึงเสนอให้ลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยลงเหลือเพียง 2% โดยมั่นใจว่าจะไม่ทำให้ธนาคารเฉพาะกิจต้องขาดทุน เพราะหากเทียบกับธนาคารเฉพาะกิจของต่างประเทศมีส่วนต่างดอกเบี้ยเพียง 2% ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้ เพราะธนาคารเหล่านี้ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นหลัก แต่การลดส่วนต่างดอกเบี้ยลงนั้น ธนาคารต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วย
กระทรวงการคลังไม่ได้ต้องการงัดข้อกับ ธปท. แต่นโยบายที่มอบให้ธนาคารเฉพาะกิจดำเนินการนั้น ถือเป็นเรื่องที่ธนาคารทุกแห่งต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าประสบปัญหาจนกลายเป็นหนี้เสียแล้วมาเยียวยาทีหลัง นพ.สุรพงษ์กล่าว
รายการคม-ชัด-ลึกตอน : เจรจาทางแก้ปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ?
ผลการประชุมร่วมไทย-กัมพูชา ณ โรงแรมอินโดจีน จ.สระแก้ว จบลงโดยไม่ได้ข้อยุติว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ปัญหาความขัดแย้งของพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร ได้อย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ อ้างสิทธิ ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่ลดราวาศอก
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
