นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเมืองที่มีความวุ่นวาย และภาวะเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามากระทบ ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทั้งด้านความเสี่ยงด้านรายได้จากการท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งอาจกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เดินทางมาเก็บข้อมูลที่กระทรวงการคลังแล้วเป็นรายแรก เพื่อทบทวนการจัดอันดับความน่าสนใจในการลงทุนของไทยใหม่จากที่ปัจจุบันอยู่ในระดับคงที่ BBB มาตั้งแต่ไทยมีการปฏิวัติเมื่อ 19 ก.ย.49สำหรับการประเมินอันดับเครดิตใหม่นั้น มองว่าการเมืองเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการพิจารณา แต่ไม่มีน้ำหนักมากพอ โดยสถาบันจัดอันดับจะมองที่ความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของไทยมากกว่า ซึ่งการเมืองอาจมีผลกระทบทางอ้อม เช่น กระทบความเชื่อมั่น ส่งผลต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และรายได้ที่เข้าประเทศ แต่ปัจจุบันไทยยังมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุนสำรองทางการ และการส่งออกยังขยายตัวดีมีรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก
ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 37% แม้ปี52 จะเพิ่มเป็น 38.5% ก็ยังห่างจากเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ในวินัยการคลังว่าจะต้องไม่เกิน 50% ของจีดีพี โดยในอีก 3-4 ปีนี้ การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการเร่งลงทุน โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ก็ไม่ทำให้สัดส่วนหนี้เกิน 40% ต่อจีดีพี จึงเชื่อว่าอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ โดยน่าจะทรงตัวมากกว่า
ต้นทุนการกู้เงินที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากภาวะการเมืองในปัจจุบัน แต่เป็นผลมาจากปัญหาสินเชื่อภาคอสังหาริม ทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ในสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทุกประเทศเพิ่มขึ้นไม่เฉพาะไทยประเทศเดียว แต่เราสามารถบริหารต้นทุนโดยการเปลี่ยนไปกู้เงินจากแหล่งอื่นได้แทนการกู้จากตลาดเงิน หรือตลาดพันธบัตร เช่น ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) หรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ยังพร้อมสนับสนุนเงินกู้ให้ไทย นายจักรกฤศฎิ์กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ฟิทช์ออกมาระบุว่า หากในอนาคตสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ก็อาจจะทบทวนปรับอันดับประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งเร็วกว่าปกติที่จะมีการรีวิวในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า โดยมองว่าปัจจัยลบทางการเมือง โดยเฉพาะหากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศมากขึ้น หรืออาจเกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน โดยฟิทช์มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี51 น่าจะขยายตัว 4.6% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 5% และคาดว่าปี52 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวประมาณ 4.8%
ข้อมูลจาก ข่าวสด
