นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้แก่รถยนต์ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 หรืออี 20 ลงอีก 5% โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2551 ถือเป็นนโยบายต่อเนื่องจากโครงการรณรงค์ประหยัดพลังงานของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าการปรับลดภาษีครั้งนี้เป็นข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ผมยังไม่ค่อยจะมั่นใจตัวเลข แต่ในเบื้องต้นก็เข้าใจว่า หากอัตราภาษีอยู่ที่ 30% ครม.ก็จะลดให้เหลือ 25% หรือถ้าอัตราภาษีอยู่ที่ 35% มาตรการนี้ก็จะลดให้เหลือ 30% นายโฆสิตกล่าว
นายสมชัย อภิวัฒนพร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว จะมีผลให้รถยนต์ประหยัดพลังงานที่สามารถใช้เชื้อเพลิงอี 20 เสียภาษีสรรพสามิต ดังนี้ 1.รถยนต์ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า จะเก็บภาษีตามมูลค่าในอัตราร้อยละ 25 2.รถยนต์ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า จะเก็บภาษีตามมูลค่าในอัตราร้อยละ 30 และ 3.รถยนต์ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า จะเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 35
กรมได้ประมาณการว่าจะมีรถอี 20 ออกสู่ตลาดประมาณ 30,000 คัน ในปี 2551 และจะทำให้กรมต้องสูญเสียรายได้จากการลดภาษีให้รถยนต์อี 20 นี้ประมาณ 1,300 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การลดภาษีเพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานนั้น จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น เพราะหากคนหันมาใช้รถอี 20 30,000 คัน ก็จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี
หน้า 17
ข้อมูลจาก มติชน
