คอลัมน์ เฉลียงไอเดียโดย ปวีณา ประยูรหาญ
ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาของตระกูลใบหยก ในการมุ่งมั่นพัฒนาที่ดินย่านประตูน้ำให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกแห่งของกรุงเทพมหานคร จากที่ดินร่องผัก 40 ไร่ ในยุคแรกของเล็งเลิศ ใบหยก ซึ่งประมูลมาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ในราคาเพียง 10 ล้านบาท พัฒนาให้เป็นตลาดค้าส่ง โรงหนังสตาร์ โรงหนังสเตล่า โรงแรมอินทรา
ก้าวต่อมากับการบุกเบิกของรุ่นลูกพันธ์เลิศ ใบหยก โดยมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารใบหยก 1 และใบหยก 2 ซึ่งในส่วนใบหยก 2 นั้นถือว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยมาจวบจนวันนี้
ย่านประตูน้ำจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทั้งที่เดินทางเข้ามาเพื่อซื้อสินค้า ท่องเที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจ
ถึงวันนี้ทายาทรุ่น 3 ซึ่งเริ่มเข้ามารับช่วงต่อ โดยมีเบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ เป็นช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจกลุ่มใบหยก ที่จะหันมาลงทุนโครงการขนาดเล็กเพื่อวางรากฐานสู่การขยายธุรกิจอย่างเป็นวงกว้างในอนาคต
ปิยะเลิศ นั่งในตำแหน่งรองประธานกรรมการ กลุ่มโรงแรมใบหยก ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม 6 แห่ง ได้แก่ ใบหยก 1 และ 2 ย่านประตูน้ำ ใบหยก สาขาพัทยา พิษณุโลก โรงแรมสันติสุข ชะอำ และล่าสุดกับโรงแรมใบหยก บูติค
โดยโรงแรมใบหยก บูติคนั้น ถือเป็นโปรเจ็คต์สำคัญของผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างปิยะเลิศ เป็นโครงการที่ผู้พ่อ (พันธ์เลิศ) มอบหมายให้ดูแลแบบเต็มตัว
ปิยะเลิศบอกว่า ใบหยก บูติค เป็นการปรับเปลี่ยนจากเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ของกลุ่มในชื่อ สเตล่า เฮ้าส์ ย่านประตูน้ำ (ติดกับใบหยก 2) มาเป็นโรงแรมขนาดเล็กครั้งแรกของกลุ่มใบหยก ด้วยจำนวนห้องพัก 200 ห้อง การตกแต่งภายในที่เน้นความทันสมัย ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านบีบี คอฟฟี่ ชอป อินเตอร์เน็ต คาเฟ่ เป็นต้น เน้นรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 50%
แรกๆ ของการพัฒนาธุรกิจย่านประตูน้ำจะเน้นธุรกิจที่เป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ แต่ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมเริ่มเข้ามาในประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น จึงได้ปรับปรุงให้เป็นโรงแรม ซึ่งเราได้รับผลตอบรับที่ดี ลูกค้าตลาดหลักของเราคือชาวญี่ปุ่น
หากมองความรับผิดชอบของปิยะเลิศ ในวัย 26 ปีวันนี้ หลายคนอาจมองว่ายังผ่านประสบการณ์มาน้อยมาก แต่ส่วนตัวเขาแล้วกลับมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี และโชคดีที่เขาได้ยืนอยู่จุดนี้ ประกอบกับการเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล ยิ่งทำให้เขารู้ว่ามีสิ่งที่รอให้ทำอีกมาก
ประกอบกับความชอบด้านธุรกิจโรงแรมเป็นทุนเดิม จากการที่เป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวอยู่เสมอ เขาจึงมั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเรียนรู้และนำพาธุรกิจของครอบครัวก้าวต่อไป
1 ปีที่ผ่านมา ชีวิตเที่ยว เสเพลหมดไปแล้ว หายไปเลย เพราะเมื่อมาอยู่ตรงนี้ ไม่อยากทำแบบทำบ้างไม่ทำบ้าง เมื่อมายืนอยู่จุดนี้ต้องทำเต็มที่ และทำให้ผมรู้ว่าการทำงานมันมีเรื่องปวดหัว มีปัญหาให้ต้องแก้ทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-อาทิตย์
ปิยะเลิศ เลือกที่จะวางคอนเซ็ปต์ให้สเตล่า เฮ้าส์ เป็นโรงแรมลักษณะบูติค เพื่อต้องการสร้างความแตกต่างจากโรงแรมในเครือย่านประตูน้ำ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ขนาด 9-10 ชั้น การพัฒนาให้เป็นโครงการโรงแรมขนาดใหญ่จะไม่สามารถสร้างจุดขายที่เด่นชัดจากละแวกนั้นได้
แรกๆ คุณพ่อค้าน เพราะการออกแบบภายในที่ใบหยก บูติคจะใช้สีค่อนข้างแรง ประเภทสีส้ม เขาจะไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ แต่ผมมองว่าการทำเป็นบูติคเป็นเทรนด์ใหม่ ที่ลูกค้ามีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
ใบหยก บูติค เริ่มเปิดให้บริการแล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เฟสแรกพัฒนาไปแล้วจำนวน 100 ห้อง และจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดประมาณกลางปี 2551 ด้วยฐานลูกค้าหลักของธุรกิจโรงแรมกลุ่มใบหยกที่มีชาวญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก ซึ่งรวมถึงโปรเจ็คต์ล่าสุดใบหยก บูติคด้วยนั้น ปิยะเลิศ จึงค่อนข้างถนัดในการทำตลาดกับลูกค้าเป้าหมาย เพราะเขาเลือกไปศึกษาต่อด้านภาษาญี่ปุ่น หลังจากศึกษาจบปริญญาตรี ครุศาสตร์ เอกศึกษาธุรกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ภาควิชาการตลาด จากประเทศอังกฤษ
คุณพ่อให้เลือกว่าระหว่างไปเรียนที่อเมริกากับญี่ปุ่น แต่ผมชอบญี่ปุ่นเพราะมองว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถพิเศษและเข้ามาช่วยธุรกิจได้อีกทาง
ส่วนเรื่องของการบริหารนั้นเขายกให้ผู้พ่อเป็นกุนซือ (ที่ปรึกษา) คนสำคัญ สิ่งที่เขาได้รับการถ่ายทอดมาตลอดคือ การทำธุรกิจเรื่องของทำเลเป็นสิ่งสำคัญ
ดังนั้น เป้าหมายในการขยายสาขาของธุรกิจโรงแรมภายใต้การนำของ ปิยะเลิศ ในระยะยาว แม้ต้องการวางรากฐานให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ก็มีทิศทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อศึกษาด้านทำเลได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็คต์ในกรุงเทพฯ ที่ต้องการจะเปิดรูปแบบบูติคอีก 1 แห่ง และที่ภูเก็ต เป็นต้น
ผมสามารถเจอท่านได้ทุกคืนตี 1 ถึงตี 4 เพราะคุณพ่อชอบดื่มเบียร์ ดูบอล ท่านจะมีปากกา สมุด แก้วเบียร์ขนาดใหญ่ ที่เขี่ยบุหรี่ อยู่ที่โต๊ะทุกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ท่านจะมีความคิดแบบโลดแล่นมาก
ปิยะเลิศบอกว่า นอกเหนือจากนี้ ผู้พ่อยังเน้นความสำคัญเรื่องของการบริหารบุคลากร ด้วยการดูแลเอาใจใส่พนักงานที่มีอยู่กว่า 1,000 คน โดยไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ว่าธุรกิจจะอยู่ในภาวะเช่นใด แต่อยู่ภายใต้เหตุและผล ไม่ว่าจะเป็นการชมเชย หรือตักเตือน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าด้วย
ส่วนเป้าหมายส่วนตัวของปิยะเลิศ นั้นเขาต้องการเดินไปตามทิศทางเดียวกับที่ผู้พ่อต้องการคือการเป็นนักธุรกิจ เพราะรายได้ที่ได้มานั้นสร้างมาด้วยตัวเอง และเมื่อถึงจุดที่พร้อมแล้วก็ให้แบ่งเวลาไปช่วยเหลือสังคม ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องลงไปสู่สนามการเมือง
คุณพ่อไม่เคยคิดว่าจะเล่นการเมือง แต่ที่เข้าไปเพราะต้องการช่วยบ้านเมือง ซึ่งผมมองว่าทุกคนสามารถทำได้ ถามผมวันนี้ว่าอยากให้พ่อกลับไปเล่นการเมืองอีกไหม ผมก็บอกว่าไม่ ผมอยากให้ท่านพักผ่อน ไปเที่ยวมากกว่า
ก้าวย่างของ ปิยะเลิศ จากนี้ ที่จะมีต่อธุรกิจครอบครัวใบหยกเอง และอุตสาหกรรมโรงแรมไทยจึงเป็นทิศทางที่มีความหมายและน่าติดตาม
ผมอยากเห็นอุตสาหกรรมโรงแรมบ้านเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรายังดีอยู่ เมื่ออุตสาหกรรมดีผู้ประกอบการทุกรายก็จะก้าวไปในทิศทางที่ดี ใบหยกเองผมก็จะผลักดันให้ติดอยู่ในใจลูกค้าตลอดไป และเป็น 1 ในโรงแรมเชนคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ เขาทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น
หน้า 8
ข้อมูลจาก มติชน
