ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ได้มีมติออกหนังสือในวันที่ 12 ต.ค. ลงนามโดยนายชวลิต เศรษฐเมธีกุล กรรมการทอท. ในฐานะรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่งไปยังบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อให้ย้ายร้านค้าปลอดภาษีออกจากพื้นที่ของอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใน 60 วันหลังจากที่ได้รับหนังสือนายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ประหลาดใจ แต่แปลกใจว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ เนื่องจากเรื่องราวการฟ้องร้องระหว่างทอท. กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการของศาล ซึ่งที่ผ่านมาทางทอท. พยายามให้มีการรื้อดิวตี้ฟรีออกไปตั้งแต่ต้นปี และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงยื่นขอความเป็นธรรมจากศาล และขณะนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจศาลที่จะเป็นผู้ตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นกระทบต่อธุรกิจของคิง เพาเวอร์ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงแรม ออฟฟิศ และดิวตี้ฟรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ตลอดจนยังกระทบหนักเมื่อสถาบันการเงินต่างประเทศได้ยกเลิกการปล่อยเงินกู้ จำนวน 5,000-6,000 ล้านบาท และสถาบันการเงินในไทยเองก็วิตกกังวลในเรื่องการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มบริษัทเช่นกัน ทำให้ขณะนี้บริษัทต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อบริหารกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องอยู่ตลอดเวลา ยอมรับว่าต้องทำงานหนักขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการชี้แจงให้กับผู้จัดส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สอบถามเข้ามากว่า 1,000 ราย ทั้งที่จากการทำงานมากว่า 18 ปี น่าจะทำให้ผู้จัดส่งสินค้ามั่นใจในความเป็นมืออาชีพของบริษัท
ทั้งนี้ยืนยันว่าจะย้ายดิวตี้ฟรีออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อศาลตัดสินแล้วเท่านั้น และการกระทำดังกล่าวของทอท.ถือว่าเป็นการก้าวก่าย และละเมิดอำนาจศาล หากทางทอท. ยังส่งหนังสือยืนยันคำสั่งให้รื้อภายใน 60 วัน ทางบริษัทจะยื่นเรื่องไปที่ศาลเพื่อขอความคุ้มครองก่อนที่จะตัดสินคดี จากกรณีดังกล่าวเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มบริษัทในปีนี้น่าจะลดลงประมาณ 10% หรือเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท จากเดิมวางเป้าหมายรายได้ไว้ 19,000 ล้านบาท
หน้า 9
ข้อมูลจาก ข่าวสด
