การกระโดดเข้ามาในสมรภูมิรถยนต์เมืองตรัง โดยเลือกที่จะเป็นดีลเลอร์เชฟโรเล็ตของตระกูลสารสินพิทักษ์ นับเป็นหนึ่งความท้าทายของ เจษฎา ทายาทคนเล็กของ ชาญชัย สารสินพิทักษ์ นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในแวดวงยุทธยานยนต์ เป็นอย่างมาก เพราะรถยนต์สายพันธุ์อเมริกันค่ายนี้ นับได้ว่าเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งแวดวงยานยนต์ปักษ์ใต้ที่จะต้องเปิดศึกชิงกับรุ่นพี่ค่ายญี่ปุ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ภายจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา จากรั้วจามจุรี เขาจึงได้ร่วมงานกับ บริษัทไทยทาเกนากะ สากลก่อสร้าง จำกัด ในตำแหน่งวิศวกร เพื่อหาประสบการณ์ประมาณ 2 ปี ทำให้เขารับการหล่อหลอมวัฒนธรรมการทำงานทั้งของจีน ซึ่งมาจากในครอบครัวและของญี่ปุ่นในช่วงที่ทำงานบริษัทแห่งนี้
สิ่งที่ผมได้มาจากการเป็นลูกจ้างของคนญี่ปุ่นก็คือ การทำงานที่ต้องใช้ความขยันอดทนมีมาตรฐานแบบฉบับวัฒนธรรมคนญี่ปุ่น ผสมผสานกับวัฒนธรรมทางการค้าของจีนซึ่งได้คุณพ่อเป็นต้นแบบในเรื่องความขยัน ซื่อสัตย์ สิ่งเหล่านี้สำคัญมากในการทำงานในทุกๆองค์กร
ในช่วงที่ เจษฎา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงาน ด้าน เสี่ยชาญชัย คุณพ่อของเขาก็ได้วางแผนที่จะขยายธุรกิจออกไปโดยเลือกที่จะเป็นดีลเลอร์เชพโรเล็ต เพราะมองเห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ค่ายอเมริกันทั้งในเรื่องความแข็งแกร่ง และ สมรรถนะเครื่องยนต์ รวมไปถึงเรื่องของแบรนด์ จึงได้หารือกับ เจษฎา และทายาททุกคนในตระกูลเพราะการลงทุนครั้งนี้ใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับการขยายธุรกิจครั้งนี้
กระทั่งในปี 2547 โชว์รูม เชฟโรเลต ตรัง ก็เริ่มต้นขึ้นมาภายใต้บริษัท ชาญศิริออโต้เซลล์ ตั้งขึ้นที่ ถนนตรัง-ปะเหลียน ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง เป็นโชว์รูมมาตรฐาน 14 ช่องบริการ 2 ช่องซ่อมหนัก มีลิฟต์ยก 6 ตัว ใช้เงินลงทุนร่วม 100 ล้าน โดย เสี่ยชาญชัย มองเห็นศักยภาพของทายาทคนสุดท้องจึงได้เลือกเขาเป็นผู้มาดูแลโชว์รูมแห่งนี้นับตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงการบริหาร
สำหรับการทำงานเป็นผู้บริหารในเชฟโรเลตก็ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง ทว่าโชคดีที่เขาเคยเป็นวิศวกรทำงานตั้งแต่ลูกจ้างจนมาเป็นผู้บริหารทำให้เข้าใจทั้งในเรื่องของคน สินค้า และองค์กร แต่หากมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็จำเป็นต้องปรึกษาคุณพ่อของเขา ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจมากว่า 50 ปี เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น
ผมถือว่างานนี้เป็นงานที่ท้าทายมากที่สุดงานหนึ่งในชีวิตนักบริหารเพราะรถยนต์ เซฟโรเลต เป็นรถที่คนไทยไม่รู้จักแต่เป็นสินค้าทีชื่อเสียง มาตรฐานใน อเมริกา เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน ทว่าในเมืองไทย รถยนต์ญี่ปุ่นคือรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ได้ขายแต่สินค้าทว่าเราต้องขายความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทั้งในเรื่องสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ราคา การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย เราเป็นรายใหม่ที่กระโดดเข้ามาในเมืองตรังก็ต้องทำการบ้านกันหนัก
บ่อยครั้งที่ เจษฎา จะต้องตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจากลูกค้าหลายๆคน แต่เขาก็พอใจที่ลูกค้าเริ่มสนใจนิสินค้าของเขา ซึ่งคำถามที่ต้องตอบบ่อยๆ ก็คือ โชว์รูมได้มาตรฐานหรือไม่ บริการหลังการขายเป็นอย่างไร อะไหล่มีอยู่หรือเปล่า คุณภาพของรถ มีความทนทานแค่ไหน
ผมเปิดโชว์รูมปีแรกก็ตั้งเป้าไว้ 300 คันต่อปีก็สามารถทำได้สำเร็จ จนสามารถขยับอันดับมาอยู่อันดับ 3
ของตรัง จะเป็นรองก็แค่ โตโยต้าและ อีซูซุ และสามารถแซง ฮอนด้า แต่มาปี 2550 เชฟโรเล็ตก็ตกมาอยู่อันดับที่ 4 เพราะวงการรถยนต์มีการแข่งขันกันสูง ยักษ์ใหญ่ค่ายญี่ปุ่น โตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า เขายิ่งใหญ่มานานแล้ว สินค้าติดตลาดคนรู้จัก เชฟโรเล็ตเป็นน้องใหม่ค่ายอเมริกาคนไทยไม่รู้จัก เราจึงต้องทำการตลาดให้มากกว่านี้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ เจษฎาประกาศรีเทิร์น ทวงเก้าอี้อันดับสามกลับคืนมาในปี 2551 นั่นหมายความว่าเขาจะต้องพิชิต ฮอนด้า มิตซูบิชิ นิสสัน ฟอร์ดและ มาสด้า ส่วนเป้าหมายต่อไปคือการขยายโชว์รูมไปยังอำเภอที่มีศักยภาพในจังหวัดตรัง
ตั้งแต่เปิดโชว์รูมเรามีลูกค้าของเซฟโรเล็ต ประมาณ 1,200 คัน ซึ่งน้อยสำหรับผม ทว่ามันมากสำหรับเซฟโรเล็ต จากข้อมูลพบว่าผู้ที่ซื้อรถยนต์ของเราส่วนใหญ่ต้องการความแปลกใหม่ ไม่ต้องการขับรถยนต์ซ้ำกับคนอื่นๆ และบางคนก็ชื่นชอบในแบรนด์ของเชฟโรเล็ต และก็มีหลายคนที่พอใจกับโชว์รูมซึ่งได้มาตรฐานอะไหล่ครบ ราคา(อะไหล่) เท่ากับของญี่ปุ่น จึงได้ชักชวนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องมาซื้อรถยนต์จากเรา
สำหรับกระแสตอบรับในขณะนี้พบว่ารถกระบะโคโรราโด้ เป็นที่นิยมของคนตรังมาก โดยเฉพาะชาวสวนยางและผู้ที่ค้าขายที่จะต้องนำรถไปประกอบอาชีพ ถัดมาขณะนี้รถเก๋งขนาดเล็กอย่าง อาวีโอ ซึ่งเป็นที่นิยมมากทีเดียว เพราะผู้ที่เป็นข้าราชการและพนักงานบริษัทจะนิยมใช้รถรุ่นนี้กันมาก ทั้งยังเป็นคู่แข่งตัวสำคัญที่จะมาชนกับ โตโยต้า วีออส , ฮอนด้า แจ๊ส ,นิสสัน ทรีด้า และ แคปติวา ซึ่งเป็นรถยนต์ SUV ที่มีออพชั่นครบทุกอย่างเหมาะสมกับงานสมบุกสมบันเช่นในโครงการก่อสร้าง เหมืองแร่ โรงโม่ สวนยางปาล์มน้ำมัน
ผมตั้งใจจะเอารถ 3 รุ่นนี้เป็นจุดขายของเซฟฯ โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2551 ประมาณ 400 คัน ซึ่งจะเน้นการตลาดแนวรุกให้มากขึ้นผสานกันระหว่างการขาย บวกกับการบริการ คือขายรถไปหนึ่งคันจะต้องมี แถมฟรีประกันภัยชั้น 1 พ.ร.บ.ทะเบียน อุปกรณ์ตกแต่ง รวมไปถึงบริการหลังการขายเพราะเรามีโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ทุกคน ที่สำคัญผมเป็นคนตรังเกิดที่ตรัง คุณพ่อ เป็นผู้ริเริ่มขายรถจักรยานยนต์มือสองและฮอนด้า เจ้าแรก ๆ ของตรัง ภายใต้ชื่อ สิงคโปร์ตรัง ขยาย 5 สาขา แตกไลท์มาขายรถยนต์ ฮอนด้า และเซฟโรเลต ชื่อเสียง สิงคโปร์ตรัง ก็ยังสร้างความเชื่อมั่นให้คนตรังมาตลอดระยะเวลาร่วม 50 ปีแล้ว ซึ่งแบรนด์อันเก่าแก่และน่าเชื่อถือของเราคือจุดขายซึ่งยากที่ใครจะมาเลียนแบบได้ เจษฎา กล่าวปิดท้าย
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
