สั่งแจงแผนใช้เงิน-เคลียร์สัญญาเก่านายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้เงิน 18,987.28 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังทำหน้าที่ค้ำประกัน เพื่อชำระคืนให้กับผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง เนื่องจากจะครบกำหนดที่ ร.ฟ.ท.ต้องชำระเงินแก่ผู้รับเหมาภายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550
ส่วนการขออนุมัติให้ ร.ฟ.ท.กู้เงินในวงเงิน 9,940 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำมาดำเนินการก่อสร้างโครงการจนแล้วเสร็จตามที่ ร.ฟ.ท.เสนอ แต่ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแค่เพียงหลักการเท่านั้น แต่ไม่อนุมัติวงเงินให้ตามที่กระทรวงคมนาคมขอมา เนื่องจากปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จเพียง 71.82% ซึ่งล่าช้ากว่าแผนถึง 28.18%
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า สาเหตุที่ ครม.มีมติไม่อนุมัติวงเงิน 9,940 ล้านบาทตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อนำไปดำเนินการก่อสร้างต่อนั้น เนื่องจากนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความเห็นต่อที่ประชุมว่า โครงการดังกล่าวมีความล่าช้าในการก่อสร้างมาก ซึ่งผู้รับเหมาก็ทำไม่ตรงตามเป้า ขณะเดียวกันวงเงินลงทุนเดิมก็ยังไม่สามารถจะสรุปให้เรียบร้อยได้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรอนุมัติวงเงินสูงถึง 9,940 ล้านบาทไปทั้งที่ยังไม่มีรายละเอียดโครงการ แผนการดำเนินงาน
ขณะที่นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในที่ประชุมว่า สัญญาเดิมรัฐบาลเสียเปรียบมหาศาลโดยไม่จำเป็น เพราะโครงการยังไม่เสร็จ แต่รัฐกลับต้องจ่ายเงินจนครบ ประกอบกับรายละเอียดโครงการไม่ครบถ้วน ดังนั้น กระทรวงคมนาคมควรกลับไปจัดทำแผนการใช้จ่ายมาให้ชัดเจน รวมถึงไปจัดการสัญญาเก่าให้เรียบร้อยแล้วค่อยนำเรื่องกลับมาให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง
นายโชติชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมขออนุมัติดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร และช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 59,888 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2555 โดยคาดว่าจะลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี
หน้า 17
ข้อมูลจาก มติชน
