สดจากราชภัฏจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเยาวชนในพื้นที่ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต การศึกษา สภาพจิตใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษากับเยาวชนในพื้นที่ โดยจัดโครงการ ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้สู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นโครงการนำร่อง รูปแบบของค่าย จะเป็นค่ายทางวิชาการทัศนศึกษา และสันทนาการ มีนักเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 35 คน เป็นตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ เผยถึงที่มาของโครงการนี้ว่า เกิดจากที่เราได้เห็นว่าปัจจุบัน เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเยาวชนในพื้นที่ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต การศึกษา สภาพจิตใจ ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้เล็งเห็นความสำคัญและให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ในรูปแบบต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ จึงเห็นบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในขอบเขตที่สามารถพึงทำได้
สิ่งที่สามารถทำได้ในทันทีก็คือความช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้โอกาสน้อยเมื่อเทียบกับเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ
นอกจากนั้น ยังถือว่าเยาวชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ควรเป็นผู้นำเยาวชนอื่นๆ ได้
ดังนั้น การเปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้เข้ามาอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย ที่มีบุคลากรและนักศึกษาหลายเชื้อชาติ ศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เป็นตัวอย่างสังคมพหุลักษณ์ พหุวัฒนธรรม ควรเป็นตัวอย่างให้เยาวชนได้เรียนรู้เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติในเชิงบวก และจะมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาในภูมิลำเนาของตนเองได้
โครงการนี้ทางคณะทำงานได้รับความกรุณาจาก ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตอธิการบดี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกอ.) เป็นที่ปรึกษาและคอยแนะนำ อย่างละเอียดตลอดเวลา
รูปแบบกิจกรรมนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการทำกิจกรรมภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ภายในมหาวิทยาลัยจะเป็นลักษณะการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อเวียนเข้าฐานวิชาการ มีอาจารย์และนักวิจัยเป็นผู้รับผิดชอบ กิจกรรมภายนอกมหาวิทยาลัย เป็นการทัศนศึกษาสถานที่ทางด้านวิชาการและสถานที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานคร เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สยามโอเชี่ยน เวิร์ล ฯลฯ
ในครั้งต่อไปคาดว่าจะจัดกิจกรรมแบบนี้ได้อีกประมาณเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ครับ เพื่อเปิดโอกาสให้กับเด็กๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ทำตามกำลังความสามารถของ มจธ.ครับ
นายภานุพงษ์ รัตนโรจนธรรม นักศึกษาพี่เลี้ยงที่ดูแลโครงการนี้ เล่าถึงบรรยากาศในโครงการนี้ว่า วันแรกที่น้องๆ มาถึงเลย บรรยากาศจะเงียบมาก เพราะน้องๆ แต่ละคนก็จะไม่คุยกัน อาจจะเป็นเพราะมาจากที่ต่างๆ กัน แล้วเหมือนว่าจะมีคล้ายๆ กำแพงมากั้น จะรู้สึกถึงความแบ่งแยก ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน เขาก็จะไม่คุยด้วย กับพี่เลี้ยงเขาก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน พวกพี่เลี้ยงก็จะพยายามทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นมิตรกับเขาเราก็จะอยู่ร่วมกันได้ เข้าไปคุยกับเขาให้ความเป็นเพื่อนกับเขาจึงพยายามละลายพฤติกรรมของเขาโดยการหากิจกรรมต่างๆ ร่วมกันทำ พออยู่สัก 2-3 วัน น้องๆ ก็จะเปิดใจมากขึ้น กำ แพงที่มีมาก็ทลายลง แต่ละคนกล้าเล่นกล้าแสดงออก
พวกพี่ๆ ก็ดีใจที่น้องให้ความไว้วางใจ ก็รู้สึกประ ทับใจที่ได้มาแลค่ายนี้ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวน้อยก็ตาม แต่ทุกคนก็ทำกันสุดความสามารถ
แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ๆ ของค่ายนี้เลยก็คือ วัฒนธรรมทางด้านศาสนาความเคร่งศาสนาเพราะในการทำกิจกรรมบางครั้งน้องๆ ผู้ชายกับผู้หญิงก็ต้องทำกิจกรรมด้วยกัน แต่ห้ามถูกเนื้อต้องตัวกัน รุ่นพี่ก็จะต้องเข้าไปร่วมด้วยในกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งน้องๆ แต่ละคนเคร่งศาสนาไม่เหมือนกัน
ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา แต่น้องๆ ทุกคนให้ความร่วมมือดี ให้ความเป็นกันเอง ซึ่งเราก็จะปลูกฝังให้น้องๆ เขารู้สึกว่าพวกเราอยู่ด้วยกันได้ ไม่มีการแบ่งแยกเราเป็นส่วนหนึ่งในสังคมเหมือนกัน ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลและสามัคคีกัน
น้ำฝน ดอนหันรักษา (น้องปลา) โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ดีใจที่ได้รับคัดเลือกให้มาเข้าค่ายนี้ ตอนแรกก็กังวลอยู่ว่าจะมีเพื่อนหรือเปล่า แล้วเวลาเตรียมตัวก็น้อย
แต่พอมาค่ายนี้แล้ว ไม่เป็นอย่างที่คิดเลยพี่ๆ อาจารย์ให้การต้อนรับดีมาก ดูแลทุกอย่าง เพื่อนๆ ก็เป็นกันเอง จนทำให้รู้สึกผูกพัน
อยากให้มีค่ายแบบนี้อีก และถ้ามีโอกาสก็จะเลือกเรียนที่นี่ เพราะจากการที่ได้ไปดูการเรียนการสอนของคณะต่างๆ รู้สึกว่าชอบในวิธีการเรียนการสอน และมีเครื่องมือที่ทันสมัยให้ใช้อย่างครบครัน และที่สำคัญที่สุดคือถ้าปีหน้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเข้าค่ายนี้อีก
นูร์ฮาซิซีน ฮามิ (น้องซี) โรงเรียนนราสิกขาลัย จ.นราธิวาส บอกว่า ประทับใจที่ได้มาเข้าค่ายนี้ เพราะได้เพื่อนใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ ได้รู้ถึงการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย รู้ว่าการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร และยังได้รู้ด้วยว่าตัวเองอยากจะเรียนอะไร พี่ๆ ก็ให้ความเป็นกันเองมีกิจกรรมดีๆ ให้ทั้งความบันเทิงและสอดแทรกความรู้ให้เราทุกกิจกรรม
นอกจากนี้ยังทำให้เรารู้ว่าการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การอยู่ร่วมกันในสังคมจะต้องปรับตัวอย่างไร ไม่รู้สึกถึงความแบ่งแยก ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาเป็นนักศึกษาที่นี่
สุระวงศ์ คงมณี (น้องแฟรงค์) โรงเรียนธารโตวัฑฒนวิทย์ จ.ยะลา บอกว่า เป็นค่ายที่ดีมากเพราะหลายๆ คน คิดว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ น่ากลัวก็เลยทำให้โอกาสทางการศึกษาด้อยลงไป
แต่พอมีค่ายนี้ทำให้เรารู้สึกมีโอกาสทัดเทียมกับจังหวัดอื่นๆ ดีใจที่ทุกคนยังให้ความสำคัญ ประทับใจอาจารย์และพี่ๆ ด้วย ที่คอยช่วยเหลือ ดูแลอย่างดี ไม่ว่าจะกินจะนอน หรือทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เรียกว่าดูแลตั้งแต่ตื่นจนหลับ นอกจากนี้ยังได้ประสบการณ์ ได้เพื่อนต่างโรง เรียนต่างจังหวัดกันด้วย ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน มีอะไรก็เล่าให้ฟังเป็นการแชร์ประสบการณ์กัน
รักกันไว้เถิดเราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดชาติไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณีไม่มีขีดกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้นปวงชนทุกคนคือไทย
จากเนื้อเพลงนี้ก็พอสรุปได้แล้วว่า คนทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติไหนสัญชาติไหน นับถือศาสนาอะไร เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์
เพียงแค่เราหยิบยื่นโอกาส และความเอื้ออาทร ให้แก่กันและกันเท่านี้ก็สงบสุขแล้ว
หน้า 25
ข้อมูลจาก ข่าวสด
