เวทีวิพากษ์เกรียงไกร ปัญโญกาศ
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย แม้จะเพิ่งก่อตั้งมาถึงปีที่ 9 แต่ศักยภาพของสถาบันและคุณภาพของนักศึกษาเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นทุกขวบปีเช่นกัน
น่าสนใจว่านักศึกษา มฟล.มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนอกรั้วมหาวิทยาลัยอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาสังคมที่กลายเป็นข่าวใหญ่ๆ ข่าวความรุนแรง การใช้กำลังทำร้ายร่างกายกัน จนขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์อยู่บ่อย ครั้ง เช่น ข่าวการสาดน้ำร้อนราดหน้า ข่าวลูกศิษย์ใช้ไม้ฟาดหัวครู ข่าวข่มขืนเด็กและเยาวชน ฯลฯ
นายชวลิต เกตุพิบูลย์ วิชาเอกนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 กล่าวว่า เห็นข่าวการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันแล้วรู้สึกอึดอัดใจ ไม่เข้าใจคนก่อเหตุ บางครั้งถึงขั้นโกรธแค้นแทนคนที่ถูกกระทำ เพราะต้นเหตุของการทำร้ายไม่ได้มีเหตุผลเพียงพอ บางครั้งแค่การมองหน้ากันก็ทำร้ายกัน จึงเห็นว่าสังคมเราเกิดปัญหาขึ้นแล้ว และเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่จะมาบอกกล่าวกันเป็นวันๆ แต่ควรปลูกฝังจิตใจกันมาตั้งแต่เด็กไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะเกิดอย่างนี้เรื่อยๆ
โดยเฉพาะรายการละครทางโทรทัศน์ไทยมักจะเป็นละครน้ำเน่า เอะอะอะไรก็ตบตีกัน เด็กเขาดูก็เลยทำเลียนแบบ ซึ่งรายการแบบนี้คนไทยก็ชอบกันหนักหนา แตกต่างจากภาพยนตร์หรือละครต่างประเทศที่ดูเหมือนเขาจะแฝงคุณธรรมหรือหลีกเลี่ยงการกระทำต่อเด็กมากกว่า หนุ่มนิติศาสตร์กล่าว และแนะนำวิธีที่เขาเคยประสบและได้ผลว่า ช่วงที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาเคยมีสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งจัดโครงการเข้าค่ายขัดเกลาจิตใจ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็พบว่าได้ผลดีมาก โดยมีการทำกิจกรรม เช่น ทำสมาธิ ฟังคำสั่งสอน ฯลฯ ปรากฏว่าเพื่อนที่เคยสูบบุหรี่คนหนึ่งก็ไม่แตะต้องบุหรี่อีกเลย แต่น่าเสียดายที่โครงการลักษณะนี้มีไม่บ่อยครั้ง เพราะไม่ได้รับการสนับสนุน ดังจะเห็นได้จากโรงเรียนเก่าที่เขาเคยอยู่ก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมนี้อีกเลย จึงอยากให้ผู้คนในสังคมเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย
ด้านนายพงศกร ฤทธิ์เต็ม รุ่นพี่นิติศาสตร์ มฟล.ชั้นปีที่ 3 กล่าวว่าปัจจุบันปัญหาการใช้กำลังและความรุนแรงทางอารมณ์ในสังคมมีมากขึ้นและน่าห่วงผู้คนไม่กลัวบาปบุญคุณโทษ เหมือนกำลังถอยไปสู่ยุคที่ยังไม่มีการพัฒนาทางวัฒนธรรม เด็กหรือเยาวชนก่อความรุนแรงเพราะอารมณ์ ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีกับเด็ก เพราะบางครั้งเป็นคนก่อเหตุเสียเอง น่าแปลกที่สวนทางกับการศึกษาเพราะผู้คนส่วนใหญ่มีการศึกษาที่สูงขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่าการศึกษาที่สูงขึ้นนั้นยังไม่เพียงพอหรือในเนื้อหาของการศึกษายังไม่สมบูรณ์พอที่จะทำให้คนมีเหตุมีผล ควบคุมสติอารมณ์ มีคุณธรรม ฯลฯ จึงเห็นว่าการศึกษาต้องสอดแทรกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมเข้าไปให้มากทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
ส่วนการแก้ไขปัญหาอีกด้านหนึ่งคือกฎหมายต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง คนทำผิดต้องรับโทษไม่เอาพรรคเอาพวกเมื่อเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตบางคน และเมื่อต้องคดีต้องไม่หลุด ไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดผลอะไร เดี๋ยวเขาหลุดออกมาก็มาก่อเหตุเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด ผมเห็นว่าผู้ใหญ่ที่ดูแลกฎหมายต้องเข้มงวดกับผู้ใหญ่ที่ทำผิด แต่ก็ต้องยืดหยุ่นกรณีเป็นเด็กเพราะถ้าเข้มงวดกับเขาเกินไปก็จะก้าวร้าวได้ นายพงศกรกล่าว และยังแนะนำการนำพระพุทธศาสนาเข้าช่วยขัดเกลาเหมือนกันว่า ต้องมีโครงการอบรมต่อเนื่อง ไม่ใช่อบรมเข้าค่ายระยะสั้นๆ โดยรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการเต็มพิกัดทั่วทุกวัย ทั้งเด็ก นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ไม่ใช่จัดให้เฉพาะกับเด็กและเยาวชนแต่ผู้ใหญ่ก็มีความจำเป็นมากเช่นกัน
น.ส.ปาณิศา ศุกระศร วิชาเอกกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 1 กล่าวว่า เมื่อเห็นข่าวคราวที่ทำร้ายกันด้วยอารมณ์ที่รุนแรงก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ใช้เหตุผลแต่ใช้กำลังแทน และใช้อารมณ์เหนือกฎหมายหรือควบคุมสติไม่ค่อยอยู่ กระนั้นก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะเกิดจากการบ่มเพาะด้านจิตใจของแต่ละคนที่มาจากคนละครอบครัว อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์การเรียนหนังสือในช่วงมัธยมศึกษาซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนา ก็พบว่านักเรียนในโรงเรียนมีสภาพจิตใจที่ดี และเมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ ก็พบว่าการก่อปัญหาความรุนแรงทางอารมณ์ ทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท ฯลฯ เกิดขึ้นน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จึงเห็นว่าการใช้ศาสนาเข้าไปควบคู่กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง
น.ส.ชาลิสา กุลวงศ์ วิชาเอกพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 กล่าวว่า คนเราไม่น่าจะใช้กำลังทำร้ายกันและต้องใช้สติและปัญญาเพื่อควบคุมอารมณ์ให้อยู่ มีวิธีการเยอะแยะ เช่น บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่สนใจเพื่อระงับอารมณ์ หรือคิดถึงตัวเราเองหากต้องกลายเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นต้น ส่วนหน่วยงานองค์กรต่างๆ ในสังคม ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยการจัดหางบประมาณสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้มาก เพื่อยกระดับจิตใจให้กับคนทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่อง ด้านสื่อต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากก็ควรเสนอรายการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎแห่งกรรม โดยสอดแทรกเข้าไปในละครหรือเรื่องเล่าต่างๆ เชื่อว่าในระยะยาวถ้าทุกฝ่ายช่วยกันปัญหาทุเลาลงคงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถประเมินผลได้
หน้า 25
ข้อมูลจาก ข่าวสด
