คอลัมน์ ข้าราษฎรโดย สายสะพาย
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดปัจจุบันจะครบวาระในเดือนกรกฎาคม 2550 แต่องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหามีไม่ครบตามกฎหมาย ทำให้สำนักงาน กสม.ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการสรรหา กสม.ชุดใหม่ได้หรือไม่ จึงหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 204/2550) ว่า พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติให้ต้องดำเนินการสรรหาและการเลือก กสม.ชุดใหม่ก่อนครบวาระของคณะกรรมการชุดเดิมเป็นระยะเวลา 60 วัน คือประมาณก่อนเดือนพฤษภาคม 2550 แต่เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด นายกสภาทนายความ อธิการบดีหรือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลแห่งละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนแห่งละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสิบคน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็น ส.ส.พรรคละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน ฯลฯ
แต่ข้อเท็จจริงในขณะนี้ไม่มี ส.ส.ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงาน กสม.จึงมีความเห็นว่า สำนักงานมิอาจสรรหา กสม.ชุดใหม่ได้ เนื่องจากองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหามีไม่ครบถ้วน
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า ความเข้าใจดังกล่าวน่าจะยังคลาดเคลื่อน เพราะแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร แต่มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ได้บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ดังนั้น จึงต้องถือว่าในปัจจุบันมีองค์กรที่ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ส่วนในประเด็นที่ว่า ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติมี พรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกอยู่ในสภาซึ่งทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรอยู่หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่สำนักงาน กสม.สมควรที่จะสอบถามไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถ้าปรากฏว่ามีพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การดำเนินการสรรหาย่อมดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ถึงห้าคน ย่อมเป็นกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งต้องถือว่า กรรมการสรรหาประเภทผู้แทนพรรคการเมืองมีจำนวนเท่าที่จะพึงมีได้ตามสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เพื่อให้กฎหมายใช้บังคับได้ต่อไป
หน้า 26
ข้อมูลจาก มติชน
