เลาะเลีบลคลองผดุงฯตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com
มหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจของสหรัฐ ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาความก้าวหน้าในการอ่านหนังสือระดับนานา ชาติ ปี 2006 หรือ พีไออาร์แอลเอส พบว่า รัสเซียเป็นประเทศที่นักเรียนอ่านหนังสือได้ดีที่สุด ตามมาด้วยฮ่องกง และสิงคโปร์
เมื่อเปรียบเทียบสถิติการอ่านหนังสือต่อคนต่อปี ต่อจำนวนหน้า กับประเทศเวียดนาม ที่เฉลี่ยถึง 4,000 หน้าต่อคนต่อปี ขณะที่คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 33 หน้าต่อคนต่อปี
ปี 2544 สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจการใช้เวลาในการอ่านหนังสือของคนไทยอายุตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป พบเฉลี่ยประมาณ 2.99 นาทีต่อวัน โดยวัย 10-14 ปี อ่านหนังสือน้อยที่สุด คือ 1.28 นาทีต่อวัน
เดือนกุมภาพันธ์ 2545 นิโคลัส เบ็นเน็ทท์ นักการศึกษาชื่อดังของโลก เข้ามาสำรวจด้านการศึกษาในไทย พบว่าคนไทยอ่านหนังสือ 6 บรรทัดต่อปี แต่ดูโทรทัศน์ 3 ชั่วโมง 50 นาที ต่อวัน
ผ่านมาถึงกันยายน ปี 2546 เธอบอกตัวเลขใหม่ด้วยความตื่นเต้นว่า คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 8 บรรทัดต่อคนต่อปี และกลายเป็นโลโก้ติดมาตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้ที่ศธ.ไทยยังไม่สามารถเพิ่มสถิติให้สูงกว่านี้ได้
เดือนพ.ย.2548 ถึง มิ.ย.2549 ยูเนสโกเข้ามาสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทย พบว่า เด็กไทยที่มีโอกาสเข้าเรียนอนุบาลเตรียมความพร้อมร้อยละ 60.7 มีเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนอนุบาลหายไปเกือบร้อยละ 40 แต่อัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 96.4
จากข้อมูลยังพบอีกว่าอัตราการจบชั้น ป.6 ยังคงต่ำ คือร้อยละ 86.8 ของเด็กที่เข้าเรียนชั้น ป.1 ทั้งหมด ซึ่งสาเหตุอาจมาจากสอบตกซ้ำชั้น และการออกกลางคัน เนื่องจากเด็กที่เข้าเรียน ป.1 จำนวนหนึ่งไม่ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ตาม อัตราการเรียนต่อชั้น ม.1 ยังมีเกินกว่าร้อยละ 90
ซึ่ง นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศธ.บอกว่า มีเด็กชั้น ป.3 ทั่วประเทศกว่า 80,000 คน อ่านหนังสือไม่แตก
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสถิติที่ไม่น่าเก็บ
หน้า 29
ข้อมูลจาก ข่าวสด
