นอกหลักสูตรพื้นฐานน.ร.ต้องสมัครใจ ให้ทำประกาศบัญชีบริการเพิ่มเติมด้วยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำหนังสือตอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอให้ตีความเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการศึกษาของสถานศึกษา ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย กลับมายัง สพฐ.แล้วได้ข้อสรุปว่า หลักการในเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ดังนั้น ถือว่าที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้ว่า การจัดการศึกษานอกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้านักเรียนสมัครใจโรงเรียนสามารถจัดเก็บได้ แต่มีประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องจำแนกให้เห็นว่ามีรายการอะไรบ้างที่นักเรียนจะต้องได้รับตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้ทำประกาศด้วยว่ามีรายการอะไรบ้างที่เป็นบริการเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ทาง สพฐ.กำลังยกร่างประกาศ ศธ.ว่าด้วยเงินบำรุงการศึกษาอยู่ โดยจะกำหนดเป็นรายการที่โรงเรียนไม่สามารถจัดเก็บจากนักเรียนได้ และรายการนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจ ซึ่งจะเชิญผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด สพฐ.และสังกัดอื่นๆ มาช่วยกันพิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์นี้
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกายังได้ย้ำด้วยว่า กรณีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ให้ยึดตามความสมัครของนักเรียนนั้น ในกรณีเด็กที่ไม่สมัครใจจ่ายเงินเพื่อรับบริการ จะต้องได้รับบริการพื้นฐานครบถ้วน เช่น การเรียนคอมพิวเตอร์ที่ในปัจจุบันบางโรงเรียนได้จัดสอนเพิ่มพิเศษ ทาง สพฐ.ต้องกำหนดให้ชัดว่าตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนักเรียนควรได้รับการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์กี่ชั่วโมง ส่วนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนจะเก็บเพิ่มเติมเป็นค่าจ้างครูชาวต่างประเทศมาสอนนั้นเด็กที่ไม่ได้จ่ายเงินก็ต้องมีโอกาสได้รับการสอนภาษาที่มีคุณภาพตามที่โรงเรียนจัดให้ด้วย ซึ่งส่วนนี้จะกำหนดไว้ในค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือหลักสูตรที่โรงเรียนสามารถจัดเก็บได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ.ทำประกาศเสร็จแล้วจะเสนอไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาอีกครั้งว่ารายเหล่านี้ผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการจะนำไปเบิกเงินคืนได้หรือไม่เพื่อเป็นสวัสดิการ ซึ่งอาจจะใช้เบิกตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 หรืออาจจะเบิกย้อนหลังได้หากกรมบัญชีกลางระบุมา ดังนั้น ขอย้ำผู้ปกครองที่สามารถเบิกคืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ให้รอการพิจารณาจากกรมบัญชีกลางก่อน
ร่างประกาศ ศธ.ว่าด้วยเงินบำรุงการศึกษาที่จะประกาศออกมา จะกำหนดเป็นรายการว่า รายการใดที่โรงเรียนจัดเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้บ้างตามความสมัครใจ แต่การจัดเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการกำหนดเพดานวงเงินที่จะให้จัดเก็บด้วยหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายเกรงว่าหากมีการกำหนดเพดานแล้วเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อจะเกิดปัญหากับผู้ปกครองได้ นอกจากนี้ จะกำหนดในประกาศด้วยว่ารายการใดที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียนทุกคน คุณหญิงกษมากล่าว และว่า ส่วนในรายการที่ห้ามโรงเรียนจัดเก็บ เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน หากมีโรงเรียนใดจัดเก็บค่าใช้จ่ายไปก่อนหน้านี้ ทางโรงเรียนสามารถชี้แจงกับผู้ปกครองได้ แต่ส่วนใหญ่ทราบว่าโรงเรียนไม่ได้เรียกเก็บเงินนักเรียนในรายการเหล่านี้ ทั้งนี้ สพฐ.ได้ข้อมูลจากการสำรวจเพิ่มเติมพบว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ร้อยละ 91 หรือประมาณ 19,200 โรงเรียน ไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียนเลย มีเพียงประมาณ 390 โรงเรียนที่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งกำลังให้ไปสำรวจเพิ่มเติมว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และอาจมีการทดลองนำร่องสนับสนุนโรงเรียนกลุ่มนี้เป็นพิเศษบางส่วนก่อน เพื่อโรงเรียนไม่ต้องไปเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก
ด้านนายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า รายการนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนสามารถเรียกเก็บจากนักเรียนได้ตามความสมัครใจ จะมีหลายรายการ เช่น ค่าจ้างครูสอนภาษาอังกฤษ การสอนแบบอิงลิชโปรแกรม ห้องเรียนพิเศษ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ทาง สพฐ.จะเน้นย้ำกับโรงเรียนต่างๆ ในเรื่องการระดมทรัพยากร จะต้องยึดความพร้อมและความเต็มใจของนักเรียน ไม่ใช่ว่านักเรียนคนใดไม่จ่ายแล้วทางโรงเรียนจะไม่บริการ ซึ่งไม่ถูกต้อง โรงเรียนจะต้องแยกแยะตามความเหมาะสมด้วย
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
