โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช บริหารราชการครบ 4 เดือนแล้ว!!
ในนโยบายด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่แถลงไว้กับรัฐสภา 11 ข้อ พอสรุปได้ดังนี้ คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาหลักสูตร ปรับระบบการผลิตครู การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ การศึกษา 12 ปีไม่เสียค่าใช้จ่าย การจัดตั้งกองทุนกู้ยืมผูกพันกับรายได้ในอนาคต การผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ขยายบทบาทการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านองค์กรต่างๆ ดังเช่น อุทยานการเรียนรู้ และอื่นๆ อุปถัมภ์ คุ้มครอง ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆ ฟื้นฟูคุณค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ขยายบทบาทสภาวัฒนธรรมทุกจังหวัด เป็นต้น โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายบุญลือ ประเสริฐโสภา และนายพงศกร อรรณนพพร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และนายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
เมื่อพิจารณาจากนโยบายและกลุ่มนักการเมืองที่เข้ามาดูแลด้านนี้ 4 เดือน ท่ามกลางปัญหารุมล้อมมากมายด้านเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง น้ำมันลิตรละ 40 กว่าบาท การเมืองไม่นิ่ง เพราะม็อบกลุ่มพันธมิตรปักหลักนานขึ้น รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ปัญหาสังคมฟอนเฟะ ยาเสพติดระบาดไปทั่ว พนันบอล เด็กและเยาวชนก้าวร้าวรุนแรง และมีเพศสัมพันธ์เร็ว และอื่นๆ ผู้นำประเทศมัวแต่ทะเลาะกับสื่อมวลชน ฝ่ายค้าน และกลุ่มไม่เห็นด้วย สภาวะดังกล่าวนำมาสู่ผลงานด้านการศึกษาไม่ก้าวหน้ามากนัก ดังต่อไปนี้
1.ในเชิงนโยบายมีการริเริ่มตามนโยบายที่ประกาศไว้หลายด้าน ดังเช่น โครงการ 1 โน้ตบุ๊ก ต่อนักเรียน 1 คน เงินกู้ยืม ICL การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี การเรียนฟรี 12 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย บทบาทขององค์กรการเรียนรู้สร้างสรรค์ การฟื้นฟูศาสนา วัฒนธรรม และอื่นๆ ในภาพรวมยังไม่มีการริเริ่มนโยบายใหม่เลย เป็นเพียงรื้อฟื้นและนำนโยบายพรรคไทยรักไทยเดิมกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แทบไม่เห็นนวัตกรรม ความเป็นสากล หรือการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เป็นนโยบายประชาราชการเต็มตัว จืดชืด ไร้ชีวิตชีวา และขาดความน่าสนใจ การมีส่วนร่วมเชิงนโยบายเป็นอย่างยิ่ง นโยบายรัฐกลมกลืนกับระบบราชการจนเป็นเนื้อเดียวกัน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงนโยบายดำเนินไปอย่างราบเรียบในแต่ละวัน เป็นการบริหารเชิงตามระบบราชการและการสั่งการเป็นเรื่องๆ ไปตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นเสียมากกว่า ความหนักแน่นและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในรอบ 4 เดือนเชิงนโยบายถือว่าสอบไม่ผ่าน
2.รัฐมนตรี 4 ท่านที่ดูแลด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมน่าจะเป็นยุคทองของราชการประจำอย่างแท้จริง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รับราชการในกระทรวงยุติธรรมมายาวนาน มีบุคลิกภาพเป็นข้าราชการมากกว่านักการเมือง ประนีประนอม ไม่ชอบล้วงลูก เน้นความโปร่งใส มีภารกิจมากทั้งในตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการจนแทบไม่มีเวลามากนักกับด้านการศึกษา รัฐมนตรีช่วย 2 ท่านมีภูมิหลังและข้อจำกัดในสาขาการศึกษา พื้นฐานความเข้าใจ ทฤษฎี หลักการเป็นเรื่องๆ ไป ความมั่นใจในเชิงนโยบายและการสั่งการเรื่องหลักๆ และที่สำคัญยังต้องปรับปรุงแก้ไขอีกมาก ระยะเวลา 4 เดือน จึงมักไปให้ความสำคัญเรื่องตามกระแส ข่าวรายวัน ตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นักศึกษาเพศที่สาม รับน้องไม่รุนแรง เด็กอาชีวะ การมีงานทำ ฯลฯ
ส่วนรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรมน่าจะมีผลงานดี เป็นที่ยอมรับ แม้ไม่หวือหวา แต่ก็มีบุคลิกภาพเหมาะสมกับงานด้านวัฒนธรรมค่อนข้างดี ทั้งในเชิงพื้นที่ การเฝ้าระวัง การส่งเสริมคุณค่าทางศาสนา และวันสำคัญต่างๆ
อันที่จริงท่ามกลางปัญหาและข้อจำกัดอาจมองในมิติบวกก็ได้ว่าการศึกษากำลังดำเนินไปด้วยดี เพราะการเมืองไม่สร้างปัญหา ล้วงลูก การกลับไปกลับมาเชิงนโยบายจนข้าราชการสับสนวุ่นวาย ยุ่งเหยิง และสุดท้ายการศึกษาไม่เคยหลุดพ้น นโยบายชั่วครั้งชั่วคราว ไฟไหม้ฟาง การนำร่องที่ลงทุนแสนแพงแต่ไม่มีผลต่อเนื่องในทางปฏิบัติแม้แต่น้อย
3.ผลงาน 4 เดือนที่น่าชมเชยโดดเด่นกลับมาอยู่กับสำนักงานทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่กล้าทำ กล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลงจนองค์กรเป็นที่ยอมรับทั้งในแง่ของความน่าเชื่อถือ กระบวนการจัดสอบ การประกาศผล การจัดอันดับโรงเรียน สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวดเร็วด้วยการแก้ปัญหาเด็กฝาก แป๊ะเจี๊ยะ ค่าใช้จ่ายรายหัว ที่แม้นจะกลับมาแต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต ภาพรวมถือว่าบริหารจัดการปัญหาและความขัดแย้งได้ดี ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำแผนอุดมศึกษา 15 ปี การวางกรอบและทิศทางอุดมศึกษาระยะยาว การแก้ไขปัญหาอุดมศึกษาเชิงธุรกิจ การรุกเข้าสู่ปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่สอบผ่านสถาบันการศึกษาในเวลาที่ผ่านมารวดเร็วขึ้น และกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่เคลื่อนไหวเกาะติดปัญหาเด็กและเยาวชนร่วมสมัย ทั้งในเชิงความรุนแรง เพศสัมพันธ์ สื่ออันตราย และวัฒนธรรมต่างชาติ
ส่วนแห่งอื่นๆ และองค์กรมหาชนหลายแห่งถือว่าเงียบมาก ไร้ผลงานและไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี
ในช่วงระยะเวลา 4 เดือน โดยมี 4 รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารจัดการในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม แม้นไม่มีความโดดเด่น สีสัน และการเปลี่ยนแปลงมากนัก ดูคล้ายผลงานเบาหวิวจนแตะต้องแทบไม่ได้ แต่กระแสสังคมก็ยังให้โอกาสแก่ท่าน การวิพากษ์วิจารณ์ยังมีน้อย กลไกข้าราชการพึงพอใจ องค์กรครูยังไม่มีการเคลื่อนไหว นักวิชาการยังเฝ้ามองและสนับสนุนห่างๆ
ดังนั้น ช่วงระยะเวลาต่อไปการผลักดันเชิงนโยบายใหม่ๆ ที่สำคัญการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Outside-in) เชิงวาระแห่งชาติด้านการศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้ ยกเครื่องเรื่องคุณภาพของเด็กไทย จัดระเบียบอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับแผนระยะยาว ทุ่มเทสร้างผลงานด้วยทีมการศึกษามืออาชีพ เสาหลักด้านนโยบาย ล้วนเป็นความหนักแน่นที่ผู้เขียนขอฝากมาในบทความนี้ด้วย
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
