เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยเงินบำรุงการศึกษา ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอว่า สพฐ.ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าการจัดการศึกษาเรื่องใดอยู่ในหลักสูตร หรืออยู่นอกหลักสูตร หากอยู่ในหลักสูตร โรงเรียนเรียกเก็บไม่ได้ หากอยู่นอกหลักสูตรให้เก็บได้ โดยการจัดการศึกษาที่อยู่นอกหลักสูตรนั้น โรงเรียนต้องสอนเนื้อหาที่มากกว่าหลักสูตรพื้นฐานที่กำหนดไว้ปกติ รวมทั้ง รูปแบบการเรียนการสอนต้องแตกต่างไปจากเดิม เช่น อิงลิชโปรแกรม เป็นต้น ขณะเดียวกันต้องเรียนนอกเวลาปกติด้วยส่วนการเก็บค่าเรียนคอมพิวเตอร์ต้องดูว่าเกณฑ์ตามที่รัฐจัดสรรให้คือคอมพ์ 1 เครื่อง ต่อนักเรียน 20 คน บางโรงเรียนผู้ปกครองเห็นว่าหากให้เรียนตามที่รัฐจัดสรรให้ คงไม่ได้รับความรู้เต็มที่ ดังนั้น ถ้าโรงเรียน และผู้ปกครองเห็นร่วมกัน สมัครใจว่าจะพัฒนาลูกหลานของตนเองให้เก่งด้านนี้ โรงเรียนก็เก็บค่าคอมพ์ได้ แต่ถ้าผู้ปกครองไม่สมัครใจ ก็เก็บไม่ได้ แต่โรงเรียนจะต้องให้นักเรียนกลุ่มนี้เข้าถึง และมีโอกาสเรียนคอมพ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ส่วนการสอนภาษาก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการเรียนคอมพ์ คุณหญิงกษมากล่าว
นางผานิตย์ มีสุนทร ผู้อำนวยการสำนักการคลัง และสินทรัพย์ สพฐ.กล่าวว่า การจัดทำร่างประกาศ ครอบคลุมปีการศึกษา 2551 เบื้องต้นผู้แทนกรมบัญชีกลางเห็นว่าน่าจะเบิกย้อนหลังได้ แต่ต้องรอหนังสือยืนยันจากกรมบัญชีกลางอีกครั้ง ทั้งนี้ จากการประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลางที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นว่าค่าประกันชีวิตของนักเรียนเบิกไม่ได้ เพราะเป็นสวัสดิการที่ได้กับตัวนักเรียนเอง จึงต้องหารืออีกครั้ง แต่หากเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสามารถเบิกได้ตามปกติ ซึ่งร่างประกาศนี้จะต้องปรับข้อความให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจะเสนอนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม คาดว่าก่อนลงนามอาจให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน เพราะเรื่องนี้เหมือนดาบสองคม หากประกาศใช้แล้วโรงเรียนจะเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ปกครองได้ ในขณะที่รัฐบาลประกาศว่าเรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
