คอลัมน์ หนังเด่นกฤษดา
ย้อนหลังกลับไปในช่วงก่อนปี 2546 (2003) เมื่อทางดิสนีย์ประกาศโครงการสร้างหนังเกี่ยวกับโจรสลัด หลายคนคาดว่าหนังอาจจะพบกับความล้มเหลวเช่นเดียวกับหนังแนวเดียวกันหลายเรื่องที่ออกฉายและล้มเหลวไปแล้ว
แต่เมื่อหนังเสร็จและออกฉายโดยใช้ชื่อ Pirates of the Carribbean : The Curse of the Black Pearl ปรากฏว่าทำรายได้มหาศาล โดยกวาดเงินจากการฉายทั่วโลกกว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในจำนวนนี้มีรายได้การฉายในไทยราว 2 ล้าน รวมอยู่ด้วย)
ด้วยรายได้ระดับนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่สร้างภาคสอง สามปีต่อมาก็เลยมี Pirates of the Carribbean : Dead Mans Chest ออกมาฉาย ในปี 2549 (2006)
เฉพาะที่เมืองไทย Pirates of the Carribbean ภาคสอง ทำรายได้มากกว่าภาคแรกเกือบสองเท่า
ส่วนระดับโลกนั้นรายได้ก็เพิ่มมากขึ้นเกือบสองเท่าเช่นกัน โดยหนังภาคสองได้เงินจากการฉายทั่วโลกถึง 1,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดรายได้ระดับมากกว่าพันล้านดอลลาร์ของหนัง Pirates of the Carribbean ภาคสอง เป็นรองแค่ Titanic และ The Lord of the Rings : The Return of the King เท่านั้น
และด้วยรายได้ของหนังภาคสอง ก็เลยมีภาคสามติดตามออกมาโดยทิ้งช่วงห่างกันแค่ปีเดียว
เมื่อพิจารณาที่เรื่องราวใน Pirates of the Carribbean : At Worlds End ดูเหมือนว่าจะมีการผูกเรื่องให้ยุ่งยากวุ่นวายและยืดยาวมากกว่าสองภาคแรก และความยุ่งยาก วุ่นวาย และยืดยาวของเรื่องราวน่าจะมีส่วนสำคัญที่ลดทอนความสนุกสนาน
ในตอนท้ายของภาคสอง แจ็ก สแปร์โรว์ ถูกปลาหมึกยักษ์ลากลงไปกลางทะเล และเมื่อมาถึงภาคสาม เรื่องราวก็ต่อเนื่องกันโดยมีการออกเดินทางเพื่อไปตามหาแจ็ก สแปร์โรว์ที่สุดขอบโลก หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการต่อสู้ผจญภัยครั้งใหม่ซึ่งออกจะชุลมุนวุ่นวายพอสมควร
นอกเหนือจากการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวละครชุดเดิม (ซึ่งเป็นทั้งจุดดีและจุดด้อย) Pirates of the Carribbean : At Worlds End นั้นขาดอะไรไป? หรือไม่มีอะไรแบบที่สองภาคแรกมี?
ในหนังภาคแรก (และอาจรวมถึงภาคสองด้วย) นั้นมีเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการ มีตัวละครที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นน่าติดตาม
เมื่อมาถึงภาคสาม จินตนาการอาจจะพอมีอยู่บ้าง ตัวละครที่มีเสน่ห์ยังคงอยู่ครบถ้วน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แจ็ก สแปร์โรว์) แต่ดูเหมือนว่าความตื่นเต้นน่าติดตามนั้นแทบไม่มีเหลือ
อีกอย่างที่เห็นได้ชัดว่าลดน้อยลงไปได้แก่เรื่องราวและตัวละครที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ภาพด้วยเทคนิคพิเศษ
ในภาคแรก คนดูได้เห็นกองทัพปีศาจโครงกระดูกในร่างโจรสลัด ซึ่งเชื่อว่าคนดูจำนวนมากเห็นแล้วต้องทึ่ง ส่วนในภาคสองก็มีปลาหมึกยักษ์ และพวกลูกเรือที่เหมือนนอนอยู่ก้นทะเลเป็นร้อยๆ ปี
แต่เมื่อมาถึงภาคสาม ภาพต่างๆ เหล่านั้นแทบไม่มีให้เห็น อาจจะกล่าวได้ว่านอกจากจะไม่มีอะไรเพิ่มแล้วยังถึงชั้นขาดหรือลดลงด้วย
ส่วนฉากการต่อสู้และอารมณ์ขันนั้น แม้ยังพอมีอยู่แต่ยังสู้ภาคแรกไม่ได้ (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว)
อย่างไรก็ตาม Pirates of the Carribbean : At Worlds End ยังคงเป็นหนังที่มีงานออกแบบฉากที่น่าชื่นชม และมีงานด้านภาพที่เกือบจะถึงขั้นมหัศจรรย์
และที่สำคัญ หนังยังคงมีแจ็ก สแปร์โรว์ และจอห์นนี่ เด็ปป์ ที่เป็นเหมือนจุดสนใจและผู้แบกหนังทั้งเรื่อง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องพิเศษมากที่ตัวละครและนักแสดงคนหนึ่งจะสามารถทำและเป็นเช่นนั้นได้ ทั้งๆ ที่อยู่ท่ามกลางตัวแปลกประหลาดจำนวนมากมาย รวมทั้งถูกห้อมล้อมด้วยงานออกแบบขนาดใหญ่และงานสร้างภาพพิเศษขนาดยักษ์
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะมีการสร้างภาคสี่ แม้แจ็ก สแปร์โรว์จะยังคงเป็นจุดสนใจและเป็นเครื่องหมายการค้า แต่ทางบริษัทผู้สร้างคงต้องหาเรื่องที่หนักแน่นและน่าสนใจมาสนับสนุน
อย่างน้อยที่สุด ก็หาให้ดีกว่าที่เห็นในหนังภาคสาม
ผู้กำกับฯ - กอร์ เวอร์บินสกี้
ผู้แสดง - จอห์นนี่ เด็ปป์, ออร์แลนโด้ บลูม, เคียร่า ไนท์ลีย์, เจฟฟรีย์ รัช
หน้า 19
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
