เหล่าขบวนการเยาวชนผู้มีใจรักในเสียงเพลงและนักล่าเวทีการประกวดดนตรี เตรียมขยับลูกคอและฝีมือกันได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้-15 พฤศจิกายน เพราะ สำนักวัฒนธรรมกีฬา และการท่องเที่ยว ได้จัดกิจกรรม มหานครแห่งดนตรี (Bangkok Music Award 2007) โครงการประกวดการร้องเพลงและประกวดวงดนตรีเยาวชนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปีวินัย พันธุรักษ์ นายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานคณะกรรมการการตัดสินการประกวดในโครงการมหานครแห่งดนตรี ยืนยันในฐานะที่คลุกคลีโครงการนี้มาแล้ว 2 ปี ว่าแม้โครงการนี้จัดโดยภาครัฐ แต่หากได้รับความสนใจจากวัยรุ่นไม่แพ้โครงการที่เอกชนจัดเลยแม้แต่น้อย
ถ้าจะเอาองค์กรของรัฐอย่างเราไปเปรียบเทียบกับงานที่หน่วยงานเอกชนจัด ไม่ว่าจะเป็น เดอะ สตาร์ หรือ ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย เด็กที่มาสมัครก็ให้ความสนใจโครงการของเราไม่แพ้ใคร เพราะรูปแบบของมันไม่ได้เป็นทางการ หรือน่าเบื่ออย่างที่หลายคนคิด เพราะที่นี่ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมาแสดงความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่
การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น2 ส่วน คือ การประกวดร้องเพลงรุ่นอายุ 12-15 ปี มีทั้งประเภทเพลงไทยสากล และเพลงไทยลูกทุ่ง จะรับสมัครเป็นรายบุคคล โดยคัดเลือกจากเทปหรือซีดีที่ส่งเข้ามา จากนั้นจะคัดเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศให้เหลือ 90 คน รอบรองชนะเลิศ 20 คน เพื่อเข้าไปชิงชนะเลิศ 10 คน ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 25,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท รองรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และใบประกาศเกียรติคุณจากกรุงเทพมหานคตร และรางวัลชมเชย 1 รางวัล จะได้เงินรางวัลรับ 5,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณจากกรุงเทพมหานคร
ด้านการประกวดกลุ่มอายุ16-24 ปีนั้น จะแข่งขันเป็นวง โดยคัดเหลือ 90 วง แล้วค่อยคัดเหลือ 20 วง ก่อนเข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 วง เพื่อหาผู้ชนะเลิศ 1 วง ซึ่งจะได้รับรางวัลเป็นเงิน 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ทั้งหมดนี้จะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณจากกรุงเทพมหานคร ส่วนรางวัลชมเชย 2 รางวัล จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณจากกรุงเทพมหานคร
ส่วนเกณฑ์การตัดสินประธานคณะกรรมการตัดสินคนเดิม กล่าวว่า หากเป็นวงจะเน้นความพร้อมเพรียง ส่วนการประกวดร้องเพลงเดี่ยว จะเน้นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความสามารถที่โดดเด่น ซึ่งนอกจากเสียงร้องแล้ว ยังจะต้องดูการแสดงสดบนเวทีประกอบกันด้วย รับรองว่าได้มาตรฐานอย่างแน่นอน
ส่วนสถานที่ในการจัดงานนั้นรอบประกวดก่อนรองชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 28-30 พฤศจิกายน จะจัดที่พีเอ็มจี สตูดิโอ ส่วนรอบรองชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 ธันวาคม ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง จากนั้นวันที่ 16-18 ธันวาคม ผู้ที่ผ่านเข้ามายังรอบชิงชนะเลิศจะได้เข้ารับการอบรมด้านดนตรี ที่ทีโอที อะคาเดมี ก่อนที่จะเข้าชิงชัยกันในการประกวดรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 10 มกราคม 2551 ณ เมืองไทยรัชดาเธียเตอร์
พอจบจากการพูดคุยกับวินัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านดนตรีแล้ว ก็หันมาพูดคุยกับกลุ่มวงดนตรีที่ชนะเลิศการแข่งขันปี 2549 วงเฟียร์สมาชิกได้แก่วีระยุทธลีเรือง เชาวลิต เขียวทาสี ธนา ค้าธัญญะ คีตา จันทร์เกษม และ สันทัด กลัดพันธ์ ซึ่งพวกเขาเล่าว่าการมาประกวดที่นี่ เหมือนเป็นบันไดอีกก้าวหนึ่งเพื่อสานฝันไปสู่การเป็นนักร้องมืออาชีพ และไม่ได้มองว่าหากเป็นโครงการของหน่วยงานของภาครัฐแล้วจะไม่น่าสนใจ
โครงการนี้ดูแลพวกเราดีมาก ดีใจที่ได้เข้ามาประกวด เพราะเวลากรุงเทพมหานครมีงานแสดงก็จะเรียกใช้บริการเรา ให้ไปร่วมแสดงเกือบตลอดทั้งปี และปีนี้จึงอยากให้น้องๆ หรือเพื่อนๆ เข้ามาลองประกาศพลังของตัวเองดู เพราะมันเป็นเวทีที่อบอุ่น มีการตัดสินที่เป็นธรรมได้มาตรฐาน รับรองไม่มีเส้น หรือให้คนที่ชนะการประกวดไปแล้วกลับมาป้องกันแชมป์อีก นักร้องนำ ของวงกล่าว
ผู้ที่สนใจส่งเดโมด้วยตนเองหรือไปรษณียบัตร มาที่กองประกวด บางกอก มิวสิค อวอร์ด เลขที่ 55/112 บ้านกลางเมือง เดอะปารีส ถ.รัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2158-1144 หรือ www.bmamusicaward.com
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
