เปิดปากครั้งแรกหลังสามีตัวดีให้ข่าวเตียงหัก ยอมรับเป็นเรื่องจริง เลิกกันมา2ปีแล้ว ปัญหาสำคัญมาจากเข้ากันไม่ได้กลายเป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ มาเกือบตลอดทั้งสัปดาห์หลังจาก ฟลุค-เกริกพล มัสยวานิช นักแสดงเจ้าของฉายาคาสโนว่าเมืองไทย ยอมรับแล้วว่าได้ แยกทางกับภรรยาสาว โบ-ชญาดา มานานถึง 2 ปี โดยที่ฝ่ายหญิงกลับเก็บตัวเงียบ กระทั่งเมื่อเย็นวันที่ 11 ธ.ค. โบ-ชญาดาจึงยอมเปิดปากเป็นครั้งแรก ระหว่างการเดินทางมาบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ที่สตูดิโอเจเอสแอล ย่านลาดพร้าว 107 โดยพิธีกรสาวลูกหนึ่งได้อุ้มน้องอชิลูกชาย หัวแก้วหัวแหวนมาด้วย
โบ-ชญาดา กล่าวยอมรับว่า แยกกับฟลุค แล้วจริง และรู้สึกเสียใจ ทุกคนก็โทร.มาถามเยอะมากจนคิดว่าน่าจะถือโอกาสมาบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ในครั้งนี้ บอกกล่าวกับสื่อในคราวเดียว หลังจากได้ไปพักผ่อนกับน้องอชิที่เขาใหญ่มาแล้ว ส่วนการที่ฟลุคให้สัมภาษณ์ เช่นนั้น ก็เพราะก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันเรื่อยๆ และฟลุคบอกว่า ต่อไปนี้ ถ้านักข่าวถามหรือใครถาม เขาจะพูดในสิ่งที่เป็นความจริง ซึ่งในงานของเอ็กแซ็กท์นักข่าวถามมา เขาจึงตอบไป
จากนั้นพิธีกรสาวลูกหนึ่งกล่าวถึงเหตุที่ไม่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้แต่แรก ก็เพราะคิดว่าเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่เซ็นสิทีฟ และอาจกระทบกระเทือนใจทุกคน แต่ตอนนี้ถือเป็นการถอยห่างกันออกมาและแยกกันเลยคิดว่าทำทุกวันให้ดีที่สุด อนาคตอะไรจะเกิดขึ้นก็เกิด ส่วนเหตุผลที่เลิกกัน เป็นเรื่องส่วนตัวคน 2 คนที่เข้ากันไม่ได้ คน 2 คนยอมรับกันไม่ได้ในบางจุด หลายๆจุดทำให้ไม่เข้าใจกัน และทำให้ถอยห่างกันออกไปเลยเปลี่ยน สถานะจากคู่รักกลายมาเป็นเพื่อนที่สามารถคุยกันได้ เข้าใจกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษากันได้ทุกเรื่องอยู่
สำหรับที่มีข่าวเรื่องมือที่ 3 เข้ามาทำให้บ้านแตกนั้น โบ-ชญาดาตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับใคร เกี่ยวกับเรา 2 คน เราเริ่มต้นรักจากคน 2 คน เมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินใจ ก็เรื่องของเรา 2 คนจริงๆ อย่าเอาคนอื่น มาเป็นแพะรับบาป รวมถึงข่าวที่ว่า ตนมีคนอื่นก่อน ก็ไม่เป็นความจริง เราทั้ง 2 ต่างยังไม่มีใคร แม้ฟลุคอาจจะมีเพื่อนผู้หญิงบ้าง ตนก็มีเพื่อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีใครคนอื่น ทำให้ต้องเลิกกัน
คงไม่มีใครสามารถทำให้เราเลิกกันได้ นอกจากตัวของเราเอง เรื่องข่าวโบยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องจริง อันนี้ขอปฏิเสธข่าว โบ-ชญาดากล่าว พร้อมกับยืนยันภาพที่มีสาวๆต่างชาตินัวเนียอยู่กับอดีตสามีนั้นก็ไม่ได้บั่นทอนจิตใจ เพราะฟลุคเป็นคนสนุกสนาน มีเพื่อนเยอะ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไปไหนจะมีสาวๆ ก็เป็นความสุขของเขา ซึ่งตนก็เข้าใจตรงนี้ได้ และรู้ดีว่าทำอย่างไรให้ตัวเองมีความสุข และลูกมีความสุข เลี้ยงลูกให้ดีที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
โบรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฟลุคเป็นคนสนุกสนาน ความเจ้าชู้ยังมีอยู่ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป อาจจะลดลงหายไป แต่อย่างไรก็ตาม โบยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่สำคัญในการที่อยู่ด้วยกันไม่ได้อยู่ที่ใครเจ้าชู้ แต่ว่าเราอยู่ด้วยความเข้าใจ รักครอบครัวเป็นสำคัญ ฟลุคเองก็รักโบมาก รักลูกมาก โบก็รักฟลุค รักลูกไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอื่นถือว่าเป็นส่วนประกอบเข้ามาแต่งแต้มสีสันที่เข้ามาในชีวิต โบ กล่าวและว่าเชื่อว่า ตอนนี้ทุกคนไม่อยากให้มีข่าวกระทบ กระเทือนใคร เพราะทุกฝ่ายจะไม่สบายใจ ยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้ยินฟลุคพูดก็ตกใจ แต่เขาคงไม่คิดอะไรมาก เมื่อนักข่าวถามมาก็ตอบไป ไม่คิดจะเป็นประเด็นใหญ่
นอกจากนี้ พิธีกรสาวยังยืนยันด้วยว่า ตอนนี้แค่แยกกันอยู่ ยังไม่ได้หย่า และต่างก็มีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง เช่น ไปกินข้าว ไปไหนมาไหนด้วยกัน เพียงแต่อยู่กันคนละที่ ส่วนอนาคตจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีกหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบอะไรที่แน่นอนได้ และเรื่องพ่อแม่แยกทางกัน ยังไม่ได้พูดกับน้องอชิ เพราะเพิ่ง 4 ขวบ ไม่แน่ใจว่าลูกจะเข้าใจ แต่เชื่อว่าเขาได้รับความอบอุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ เต็ม และถ้าหากมีสิ่งไหนทำให้กระทบกระเทือนจิตใจน้องอชิในอนาคต ตนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นครอบครัวกลับมาเหมือนเดิม โดยตอนนี้ตนกับอชิอยู่ที่บ้านย่านแจ้งวัฒนะ ส่วนฟลุคออกไปอยู่คอนโดฯที่สาทร
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เมื่อมีข่าวออกมาเช่นนี้ได้คุยกับแบม-จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ พี่สาวหรือไม่ โบ กล่าวว่า ทันทีที่เห็นข่าวสื่อหนังสือพิมพ์ได้โทร.หาพี่แบมเป็นคนแรก เพราะตกใจมากเป็นเรื่องที่ใหญ่ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ก็มีโทร.คุยตลอด และพี่แบมเป็นคนเดียวที่โบคุยเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้อชิยังไม่รู้เรื่อง ลูกยังเห็นพ่อแม่อยู่ด้วยกัน กอดลูกอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ไปด้วยกันเหมือนเดิม ไม่เคยทะเลาะกันต่อหน้าลูก เชื่อว่าความรักที่มีอยู่ให้กันยังเหมือนเดิม แต่อาจจะแปรรูปไปจากที่เคยหวานแหวว มาเป็นความรักให้กำลังใจเหมือนเพื่อนคุย เป็นคนที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ยังคุยกันได้อยู่ ฟลุคยังคุยกันอยู่เหมือนเดิม
พร้อมกันนี้ โบยังปฏิเสธข่าวที่ว่า ที่ผ่านมาโบ ทำงานคนเดียวฟลุคไม่ช่วยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องจริง ปีที่แล้ว ฟลุคทำงานหนัก แต่ฟลุคค่อนข้างแบ่งเวลา ทำงานครึ่ง เที่ยวครึ่ง แต่ตนทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย เวลาเที่ยวจึงเหลือน้อย และยืนยันที่ปิดข่าวมานานถึง 2 ปีก็ไม่ได้โกหก แต่ไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า ส่วนเรื่องโอกาสเจอคนใหม่ก็ยังไม่ได้เปิดใจให้ใคร เพราะยังคิดอยู่เสมอว่าฟลุคเป็นพ่อที่น่ารัก เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดคนหนึ่ง แต่ถ้าวันหนึ่งฟลุคเป็นฝ่ายมีคนอื่นก่อนก็ทำใจและเข้าใจ
เพียงแต่ว่าตอนนี้เราคบกันในฐานะคู่กันมันไม่เวิร์ก มีเหตุผลหลายๆประการ เรามีลูกด้วยกันแล้วเราก็ทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด โบกล่าวในที่สุด
ด้าน ฟลุค-เกริกพล มัสยวานิช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบกับข่าวเตียงหักกับ โบ-ชญาดา ว่า ถ้าเป็นเพื่อนสนิทใกล้ชิดจะค่อนข้างทราบว่า ตนกับโบได้แยกกันมา 2 ปีแล้ว จะมีแต่ครอบครัวและญาติผู้ใหญ่ที่เพิ่งทราบข่าวมาถาม ก็ต้องอธิบายให้ฟัง เพราะแต่ละท่านได้ยินข่าวไม่เท่ากัน สำหรับตน พอครอบครัวถึงจุดที่ต้องแยกเตียงจริงๆพยายามไม่เศร้า พยายามเดินหน้าต่อไปกับชีวิต แต่พยายามเท่าไหร่ไม่ดีขึ้น พยายามเก็บเงียบเอาไว้ วันที่เราแต่งงานกัน แฮปปี้มีความสุขมาก แขกเหรื่อมางานเยอะมาก ทุกคนอวยพรขอให้รักกันนานๆ แต่วันนึงมันไม่ประสบความสำเร็จ มันอาย และเสียใจ มันคือความเจ็บปวดทุกวินาที ไม่พูดก็หาว่าโกหก พูดก็ถูกหาว่าทำไมไม่บอก การไม่บอก ไม่ใช่โกหก แต่รอเวลาที่เหมาะสม ได้คุยกันแล้วว่าเราไปไม่รอด ไม่ได้พูดเพราะงอนหรือทะเลาะกัน แต่ชีวิตคู่มันมาถึงทางตัน
ฟลุค-เกริกพล กล่าวต่อว่า ความฝันสูงสุดของตนคือการมีครอบครัวที่มีความสุข ตั้งแต่วันที่แต่งงานและมีลูก ใช้ชีวิตคู่กับโบ ไม่เคยยุ่งกับใครเลย เพราะรักโบมาก อย่างที่โบเคยเขียนหนังสือ ลบลายคาสโนว่า เค้าลบลายได้จริงๆ ตอนนี้ตนกับโบเหลือเชิงนิตินัย พ่อแม่ของลูก และเหลือเยื่อใยของความรักเท่านั้น การที่ตนกับโบจะไปคบใคร คงไม่ถือว่าผิด เชื่อว่าเค้าคงคิดได้ คนมีลูก แต่ถ้าโบไปเจอใครที่อยากแต่งงานด้วย ก็ต้องหย่า ณ วันนี้เราได้คุยกันแล้วว่าทำเพื่อลูก เท่าที่ได้คุย เราทั้งคู่ไม่คิดจะแต่งงานใหม่ในเร็วๆนี้ ด้านน้องอชิ ตนกับโบไม่เคยเอาเรื่องข่าวเหล่านี้ไปบอกให้เค้ารู้ แต่คิดว่าลูกคงรับรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ อชิพูดเสมอว่าทำไมพ่อแม่ไม่นอนด้วยกัน ตนทำหน้าที่พ่อให้ค่าเลี้ยงดูลูก ออกค่าเรียน ค่าบ้านให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ส่วนเรื่องส่วนตัวของลูกเป็นโบดูแล ไม่แน่เราอาจจะไปต่างจังหวัดด้วยกันเร็วๆนี้ ในฐานะพ่อแม่ลูก เราไม่ได้ทะเลาะหรือโกรธกัน อยากให้เข้าใจว่าเรื่องสามีภรรยาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่มีใครออกแบบได้