คอลัมน์ หนังเด่นDeath Sentence เป็นหนังที่นำเสนอประเด็นซึ่งอาจสอดคล้องกับความคิดของคนจำนวนไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดการโต้แย้งจากผู้ที่มีความคิดแตกต่าง
ประเด็นที่หนังนำเสนอก็คือประเด็นเกี่ยวกับการกระทำความผิด และการลงโทษ
ในแง่มุมหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยอาจคิดว่า ผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับโทษที่เหมาะสมตามความผิดนั้น และการลงโทษอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม (เนื่องจากกฎหมายมีบทลงโทษเบาเกินไปหรือไม่มีทางนำคนผิดมาลงโทษได้ ถ้าหากยึดถือตามกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม)
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง คนอีกจำนวนไม่น้อยก็มองว่า ต้องอาศัยกฎหมาย ถ้าหันไปใช้ระบบตาต่อตา โลกนี้คงมีแต่คนตาบอด (บางคนเชื่ออย่างนั้น)
อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ ในบางกรณี หลายคนอาจจะมองว่าถึงจะต้องตาบอดกันหมดก็ต้องยอม เพราะมันจำเป็น
ตัวละครเอกในเรื่องนี้ก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งเลือกที่จะยอมตาบอด และการตัดสินใจของเขาน่าจะทำให้คนดูผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายไร้ประสิทธิภาพต่างให้การสนับสนุน และได้รับความเพลิดเพลินไปด้วย
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีข้อดีในแง่การนำเสนอประเด็นที่ทำให้เกิดการโต้แย้งตามที่ได้กล่าวไปข้างบน พอจะมองเห็นว่าหนังสนับสนุนการใช้กำลังและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตรงส่วนนี้กลายเป็นประเด็นใหม่อีกประเด็นให้ถกเถียงเช่นกัน
แต่จุดที่ผมเห็นว่ายังไม่ดีนักก็คือ การนำเสนอการแปรสภาพจากชายวัยกลางคนไปเป็นมือปืนหรือนักฆ่าในตอนท้าย
ตอนที่ตัวละครเอกทำลงไปด้วยความแค้นในตอนแรกยังพอมีน้ำหนักน่าเชื่อ อย่างน้อยก็เห็นว่า เขาทำไปอย่างไม่ตั้งใจและรู้สึกผิดหลังจากทำไปแล้ว แต่ในตอนท้ายมันแตกต่างออกไป
ฉากเข้าไปจัดการกับเหล่าร้าย (ซึ่งในเรื่องบรรยายว่าพวกนี้เป็น สัตว์ หรือ animal) นั้น ดูเก่งเกินจริง (หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมใช้ปืนได้คล่องขนาดนี้) แถมในตอนท้ายยังมีการมานั่งข้างกันราวกับเป็นการพบกันของคู่รักคู่แค้น
การใส่ประโยคทำนองว่าตัวละครเอกดูไม่ต่างไปจากพวกผู้ร้ายนั้นก็ไม่จำเป็น น่าจะให้คนดูได้ใช้จินตนาการเอาเอง
แต่ถ้ามองในแง่เทคนิคการนำเสนอ โดยเฉพาะในช่วงยิงถล่มกัน ถือว่าทำได้ดุเดือดดี เช่น ตอนที่ยิงจนขาขาดแหลกกระจุย (แต่ฉากที่คนดูอยากเห็นคือ ฉากสังหารหัวหน้าแก๊งแต่กลับไม่มี)
ดูหนังเรื่องนี้อาจจะช่วยให้ลดความคับข้องใจลง ได้บ้าง โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่ามีแต่ animal อยู่เต็มเมือง
THE HAPPENING
วิบัติการณ์สยองโลก
ด้วยชื่อเสียงที่มาจากผลงานอย่าง The Sixth Sense, Signs และ The Village อาจทำให้คนดูจำนวนมากเกิดความคาดหวังว่าจะได้เห็นการหักมุมที่เหนือความคาดหมายในหนังทุกเรื่องของ เอ็มไนต์ ชยามาลัน
ความคาดหวังดังกล่าวมีผลดีคือ เกิดอาการอยากรู้ อยากดูว่าจะเป็นเช่นไร แต่ผลลบก็คือ เมื่อคาดหวังแล้วพบว่าไม่มี ก็อาจจะผิดหวังได้
กรณีนี้ เป็นตัวอย่างของการสร้างลักษณะเฉพาะจนเป็นที่รู้จัก และลักษณะนั้นกลายเป็นเครื่องหมายการค้า เป็นองค์ประกอบของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในขณะเดียวกัน ก็ได้กลายเป็นภาระของผู้กำกับฯ ที่ต้องแบกเอาไว้ และจะทิ้งก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากคนดูได้ยึดถือมันไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้เป็นภาระ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีลักษณะดังกล่าวเลย อย่างน้อยก็มีคนดูรอติดตามด้วยความอยากดู อยากรู้ว่า คราวนี้จะมีอะไรมานำเสนอ
ผมคิดว่าผู้สร้างหนังรายนี้อาจจะกำลังขยายแนวทางและประเด็นในการนำเสนอให้แตกต่างไปจากความคาดหวัง มีความพยายามจะสอดแทรกสาระที่เป็นประเด็นทางสังคมมากกว่าแค่ล่อหลอกคนดูด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องและทักษะการกำกับ
ซึ่งเมื่อมองตรงนี้ ผมคิดว่า ผู้กำกับฯ ทำได้ดี เพียงแต่ว่า พอหนังเดินทางไปถึงตอนจบ คนดูจำนวนมาก (ซึ่งรวมทั้งผมด้วย) ก็ยังรู้สึกว่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ในตอนท้าย
ส่วนจะมีหรือไม่มีอย่างไรขอให้ไปดูกันเอง
หน้า 19
ข้อมูลจาก ข่าวสด
