วัคซีนเอชพีวี เป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก 4 สายพันธุ์ (6, 11, 16 และ 18) ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกตัวแรกที่ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus)โดยมีการอนุมัติให้ใช้ได้ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 9-26 ปีใน 86 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ในด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
เกือบปี หลังจากอนุมัติใช้การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มผู้หญิงวัย 9-26 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยมีอัตราก็ติดเชื้อสูง แต่ผลปรากฏว่าผู้หญิงไทยที่มีอายุเกิน 26 ปีต้องการรับการฉีดวัคซีนเอชพีวีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่คร่าชีวิต และพบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของบ้านเรา ซึ่งแต่ละปีผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมีถึง 6,000 รายต่อปี และเสียชีวิตถึง 3,000 รายต่อปี เรียกว่าครึ่งต่อครึ่งเลย
ล่าสุดผลการวิจัยเปิดเผยว่า วัคซีนเอชพีวี 4 สายพันธุ์ สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้หญิงที่มีอายุเกิน 26 ปีไปจนถึงอายุ 45 ปี แต่การใช้วัคซีนเอชพีวีของกลุ่มอายุเกิน 26 ปี ยังอยู่ในช่วงการขออนุมัติ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ซึ่งในความเป็นจริงสามารถใช้ได้ และปลอดภัย รวมทั้งมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง
รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเชื้อเอชพีวีนี้ว่า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากทางเพศสัมพันธ์ วัยรุ่นจะมีโอกาสรับเชื้อตรงนี้สูง โดยเมื่อรับเชื้อเข้าไปแล้ว จะส่งผลให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่จะยังไม่มีการติดเชื้อเลย ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ซึ่งสังเกตได้ว่า ผู้หญิงจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในช่วงอายุ 30-40 ปี สาเหตุเพราะรับเชื้อไปตั้งแต่วัยรุ่นโดยที่ไม่ได้มีการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก เพราะความอาย ความกลัว ตายดีกว่าไปตรวจ อีกอย่างคือกลัวเจ็บ ตรงนี้อยากจะแนะนำให้ไปตรวจแปปสเมียร์ประจำปี เพราะถ้าเราทราบว่าติดเชื้อในกรณีที่ตรวจพบตั้งแต่ต้น แล้วรีบป้องกันแก้ไข เชื่อได้เลยว่ารักษาหายขาด 100% โดยไม่ต้องพึ่งวัคซีน คุณหมอ กล่าว
นอกจากนี้ รศ.นพ.วิชัย ยังกล่าวต่อว่า มีการศึกษาวิจัยสำหรับผู้หญิงที่อายุเกิน 26 ปี โดยใช้ผู้หญิงทั่วโลกเป็นอาสาสมัคร 3,800 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ โคลัมเบีย ไทย ฟิลิปปินส์ อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส และผู้หญิงไทยประมาณ 800 คนที่ร่วมการวิจัย มาจาก 5 สถาบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริราช รามาธิบดี คณะวิทยาศาสตร์เขตร้อน และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงและกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก เพื่อดูความแตกต่างว่าที่สุดแล้วกลุ่มที่ได้รับยาจริงสามารถป้องกันได้จริงหรือไม่ ตอนนี้อยู่ในช่วงปีที่ 3 แล้ว เหลืออีก 1 ปี ซึ่งผลการวิจัยข้อมูลขั้นต้นสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าวัคซีนเอชพีวี สามารถฉีดให้แก่ผู้ที่มีอายุเกิน 26 ได้จริงถึง 90%
ในส่วนของการฉีดวัคซีนจะฉีดเข้าที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน ผลข้างเคียงจะมีอันตรายน้อยมาก เป็นวัคซีนที่ฉีดแล้วเจ็บกว่าปกติ อาจมีอาการเจ็บปวด การบวม เป็นไข้ คลื่นไส้อาเจียน โดยทุกครั้งที่มีการฉีดวัคซีน ผู้ให้การรักษาจะแจ้งให้ทราบก่อน
ประเด็นที่สำคัญ ที่คุณหมอย้ำคือ การฉีดวัคซีนเอชพีวี สามารถครอบคลุมเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งช่องคลอดประมาณ 70% รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดบริเวณอวัยวะเพศได้ถึง 90% ถือได้ว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัยมาก
อย่างไรก็ตามถึงแม้วัคซีนเอชพีวีจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้จริง 70-80% แต่อย่าลืมว่ายังเหลือโอกาสที่จะสามารถติดเชื้อได้อีก 20-30% เพราะฉะนั้นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้ว คือป้องกันในเรื่องของการมีเซ็กส์ และตรวจแปปสเมียร์ อย่างน้อยปีละครั้ง ควบคู่กับการตรวจกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อป้องกันการรับเชื้อเอชพีวี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
