คนไทยอย่างเราๆเพิ่งได้สูดอากาศเย็นฉ่ำปอดได้แค่สองวัน! ลมหนาวก็พลันสลายหายไปกับ โกลบอล วอร์มิ่ง (ภาวะโลกร้อน) เสียแล้ว!! อย่าเพิ่งเสียกำลังใจเพราะที่อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมาคนที่นั่นเขายังมีวาสนาได้สัมผัสอากาศเย็นกันในเหมันตฤดูช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ยามนี้ อันเป็นช่วงปฏิทินที่เหมาะควรกับการไปท่องเที่ยวชมขุนเขาดินแดนปักธงชัยเป็นที่สุด ด้วยระยะทาง 256 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางจากรุงเทพฯ เกือบๆ สามชั่วโมงเท่านั้นเอง
จากตัวเมืองนครราชสีมาเดินทางต่อไปอีกประมาณ25 กิโลเมตรก็จะถึง ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย ที่นี่คือ ''''''เมืองผ้าไหม'''''' เป็นที่ตั้งของ ฟาร์มหม่อนไหม ฐานกำลังการผลิตสำคัญของผ้าไหมไทยยี่ห้อ ''''''จิมทอมป์สัน'''''' อันเลื่องชื่อด้วยเนื้อที่กว่า 600 ไร่แห่งนี้ คือท้องที่ซึ่งเต็มไปด้วยไอดินกลิ่นอายธรรมชาติ และในเดือนธันวาคมก็ถือเป็นช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์การทำไร่สวนเกษตรท่ามกลางลมหนาวกันแล้ว โดยปีนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดประตูฟาร์มต้อนรับตั้งแต่วันที่22 ธันวาคม ลากยาวไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม ปีหน้ากันเลยทีเดียว
ความแปลกตาคอนเฟิร์มตั้งแต่ปากทางเข้าฟาร์มมีลูกฟักทองลูกยักษ์ตั้งตระหง่านคอยต้อนรับผู้มาเยือนซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนรถไปนั่งรถพ่วงแบบโอเพ่นแอร์ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดที่ทางฟาร์มได้จัดไว้ให้โดยมีพนักงานเป็นไกด์คอยบอกเล่าแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น โรงเพาะเห็ด มีเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ไว้ให้เลือก เช่น เห็ดโคน เห็นหูหนู เห็นนางรม ในโรงเห็ดแห่งนี้นักท่องเที่ยวก็จะได้สนุกสนานเก็บเห็ดด้วยตัวเองอย่างเต็มที่
ส่วนเรือนฟักทองยักษ์พันธุ์แปลกๆจากทั่วโลกนั้นน่าสนใจที่สุด ใครมาเยือนก็อดไม่ได้ต้องลงแวะถ่ายรูปและชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฟักทองกันเป็นที่สนุกสนาน ฟักทองที่นี่สารพัดพันธุ์ทั้งชนิดเปลือกลาย เปลือกสีพื้น ในโทนสีต่างๆ ทั้งสีขาว สีส้ม สีแทน สีเขียว นอกจากนั้นยังมีแปลงดอกไม้นานาชนิด และทานตะวันสายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีสีสวยแปลกตากว่าทานตะวันที่ปลูกกันทั่วๆ ไป ไกด์พนักงาน จิม ทอมป์สัน บอกอย่างภูมิใจว่าพืชพันธุ์ทางการเกษตรของที่นี่ปลูกด้วยวิธีปลอดสารพิษ แล้วเมื่อเปิดโอกาสให้เลือกเก็บกันสดๆ จากไร่ หลายคนก็เลยช็อปปิ้งซื้อใส่ถุงกลับบ้านกันอย่างจุใจเลยทีเดียว
แล้วที่ขาดเสียมิได้เรียกว่าเป็นหัวใจหลักของที่นี่ กับการเที่ยวชมพื้นที่ปลูกต้นหม่อน อาหารสำคัญของเจ้าหนอนไหม และชมกระบวนการเลี้ยงไหมที่ได้เทคโนโลยีการผลิตไข่ไหมและการปลูกหม่อนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนักวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไหมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย รวมทั้งผลิตไข่ไหมคุณภาพดี จำหน่ายแก่สมาชิกเลี้ยงไหมของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงไหมจำนวน 1,500 ครัวเรือนอยู่ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ยโสธร อำนาจเจริญ สกลนคร ขอนแก่น หนองบัวลำภู สระแก้ว กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
อาชีพเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรังสดเป็นอาชีพที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุนในปีที่ผ่านมาสมาชิกมีรายได้จากการเลี้ยงไหมเฉลี่ย 26,000บาทต่อครัวเรือนราคารังไหมในปีปัจจุบัน เฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม วงจรชีวิตหนอนไหมจึงเนรมิตความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกรไทยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ฟาร์มยังได้จัดแสดง หมู่บ้านอีสาน ซึ่งบอกเล่าได้ทั้งวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวอีสานในอดีต ตั้งแต่เรื่องการประกอบอาชีพ ไปจนอาหารการกิน เรือนจำลองบ้านเรือนชาวอีสานพื้นเมืองนี้หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน เช่น บ้านโคราช ที่มีการทุ่มงบโดยขอซื้อบ้านโคราชแบบดั้งเดิม อายุร่วม 200 ปีมาให้ได้ชมกัน เรือนภูไท ก็ได้ช่างภูไทจาก จ.บุรีรัมย์ มาปลูกสร้างให้เรียกว่าของแท้เลยทีเดียว และ เรือนเหย้าหรือเรียกอีกอย่างว่าเรือนเครื่องผูกแบบอีสาน ที่มีนิทรรศการเกี่ยวกับประเพณีอีสาน เช่น การสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขนแบบต่างๆ ของ จ.เลย แล้วถ้าใครมาเยือนช่วงนี้ก็จะได้ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงของวงดนตรีโปงลาง โดยมีโปรแกรมแสดงตั้งแต่วันที่ 22, 23, 29, 31 ธันวาคม และวันที่ 1, 4, 5 มกราคม ปีหน้า เรียกว่ามาเที่ยวที่นี่ซึมซับความเป็นอีสานได้ครบถ้วนสมบูรณ์
ฟาร์มจิมเปิดตั้งแต่เวลา09.00 น.-17.00 น.(ยกเว้นวันพุธและพฤหัสบดี) สนนราคาค่าเข้าสำหรับเด็ก 30 บาท และผู้ใหญ่ 50 บาท เป็นอีกมุมหนึ่งของจิม ทอมป์สันที่ไม่ได้อยู่ในย่านช็อปปิ้งใหญ่ใจกลางเมืองแต่เป็นจิม ทอมป์สัน ฟาร์มอันเขียวขจีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่จะทำให้ผู้ชื่นชอบผ้าไหม หลงใหลมันมากกว่าเดิม
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
