ภายหลังคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 พร้อมมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1ขึ้นรักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มตัว
พล.ต.อ.พัชรวาทถือเป็นผู้นำตำรวจที่มีบุคลิกไม่หวือหวา ทำงานในลักษณะเงียบๆ ช้าๆ ที่ผ่านมาอาจะไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นให้จดจำได้มากนัก !
นายตำรวจที่ดูอ่อนนอก แต่แข็งใน ออกตัวหลังรับตำแหน่งว่า ผมทำงานช้า แต่ชัวร์ ถึงจะช้า แต่รอบคอบ ถูกต้อง เมื่อส่งลงไปปฏิบัติก็ไม่ค่อยมีข้อผิดพลาด พร้อมยืนยันว่า จะบริหารงานด้วยความสุจริต ยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ต้องขอความร่วมมือจากตำรวจทุกนาย ให้ทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคีก็จะประสบความสำเร็จ โดยจะเน้นนโยบายการทำงาน 3 ด้าน คือ การกระจายอำนาจ สวัสดิการตำรวจ และการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
งานแรกภายหลังรับตำแหน่งหนีไม่พ้นการดูแลกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งงานนี้ตำรวจในฐานะที่เป็นผู้ดูแลความปลอดภัย ความเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุม ต้องยอมรับว่าเป็นงานที่เสี่ยงต่อเสียงครหา วิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกหนีไม่พ้น
งานดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมครั้งนี้ ไม่ว่าตำรวจจะใช้วิธีการไหนแก้ไขสถานการณ์ ต้องยอมรับว่ามีแต่เสียกับเสมอตัวเท่านั้น ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาทก็ยอมรับว่า เน้นเจรจาอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมกับยื่นคำขาด ห้ามเคลื่อนย้ายไปที่อื่นเด็ดขาด
เมื่อผู้นำตำรวจออกมายอมรับหนักแน่นเช่นนี้ก็ทำให้วางใจได้ว่า จะไม่มีเหตุการณ์สลายม็อบให้ได้รับความสูญเสียเกิดขึ้นแน่นอน !
นอกเหนือจากงานเฉพาะหน้าที่จะต้องดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม พล.ต.อ.พัชรวาทยังวางนโยบายเน้นการกระจายอำนาจลงไปยังผู้บัญชาการตามภาค ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การกระจายอำนาจลงไปแต่ละพื้นที่น้อยมาก
ในยุคของผม จะพยายามกระจายอำนาจแต่ละส่วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อให้ตำรวจระดับผู้บัญชาการมีอำนาจในการสั่งการ และแต่งตั้งโยกย้าย ไม่รวมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนที่ผ่านมา
ไม่เพียงแค่วางนโยบายแต่ พล.ต.อ.พัชรวาทยังวาดฝันอีกว่า ในอนาคตสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำหน้าที่แค่กำกับมาตรฐานในการป้องกันปราบปรามงานกิจการพิเศษ งานบริหาร งานกฎหมาย หลังออกมาตรฐานเหล่านี้ได้ ก็ส่งลงไปเป็นนโยบาย จากนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบว่าเป็นไปตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่
ต้องแบ่งงานออกเป็น 5 ด้าน จากเดิม 7 ด้าน ตำรวจไม่ใช่กองทัพ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกจุด ฉะนั้น ตำรวจระดับบนมีหน้าที่กำหนดมาตรฐานอย่างเดียวในทุกด้าน จึงไม่จำเป็นต้องมีตำรวจระดับบนมาก อาจจะมีรอง ผบ.ตร. เพียง 4 คน ผช.ผบ.ตร. 8 คนก็พอแล้ว
นอกจากงานนโยบายที่ พล.ต.อ.พัชรวาทจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแล้ว งานด้านสวัสดิการที่ถือเป็นขวัญและกำลังใจของตำรวจทั้งประเทศ ซึ่งจะมีการเสนอนายกรัฐมนตรีให้ปรับสวัสดิการตำรวจเพิ่มตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสถานที่พักที่ตอนนี้มีประมาณ 57 เปอร์เซ็นต์ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐาน ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องเพิ่มเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตำรวจ โดยเริ่มทำจากโรงพักเป็นอันดับแรก
สวัสดิการตำรวจไม่เพียงแต่ที่พักอาศัย เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ถือเป็นหัวใจหลักอีกเช่นกัน โดย พล.ต.อ.พัชรวาทมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย ให้เพดานเงินเดือนของชั้นประทวนแต่ละระดับขยับขึ้น
หากแก้ไขปัญหานี้ได้ ตำรวจมีสวัสดิการที่ดี มีเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยงมากขึ้น สถานีตำรวจก็จะดีขึ้น และสุดท้ายประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ ตอนนี้จะมีการขออัตรากำลังตำรวจชั้นสัญญาบัตรเพิ่มอีก 4,000 นาย เพื่อดูแลใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้กำลังพลตำรวจน้อยลงเมื่อเทียบกับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
กระนั้นยังมีปัญหาใหญ่ที่จะต้องเข้าไปแก้ไขเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน คือ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาทยืนยันว่า จะต้องทำสำนวนแต่ละคดีให้ถูกต้อง และยังมีเรื่องที่น่ากังวล คือ ขวัญ กำลังใจ ที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นระยะเวลานาน ทำให้กำลังใจแย่ลง จึงมีการคิดแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งเป็นส่วนราชการขึ้นเพื่อให้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณได้เอง ยกระดับเหมือนภาค เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็จะยุบ โดยปัจจุบันเมื่อมองไปที่สถิติความรุนแรง ก็ถือได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก
ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของ สว.สป. ที่ตั้งขึ้นมาในสมัยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส นั้น ในแง่การทำงาน พล.ต.อ.พัชรวาทยอมรับว่าการทำงานในระดับสถานีตำรวจค่อนข้างสับสน ได้สั่งให้ ก.ตร. ไปตรวจสอบดู พิจารณาว่าจะกำหนดแนวทางใด อาจมีการเปลี่ยนเป็น สวป.1 สวป.2 สวป.3ย อย่างไรก็ตาม จะต้องให้ทาง ก.ตร.นัดประชุมหน่วยปฏิบัติเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่า หากมีการกำหนดแนวทางเช่นนี้แล้วจะเกิดปัญหาจุดใด ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการกำหนดแนวทางดังกล่าว ถือเป็นผลดีในการแบ่งงานกันทำ ส่วนจะกำหนดลักษณะงานอย่างไร ต้องให้ผู้กำกับแต่ละสถานีไปกำหนดเอง
เรื่องสุดท้ายที่หลายคนจับตามองว่า เมื่อเข้ามารับบทบาทผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว หลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายจะไปในทิศทางใด พล.ต.อ.พัชรวาทย้ำชัดเจนว่า จะพยายามทำให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ ก.ตร.กำหนด ต้องถือหลักเกณฑ์เป็นหลัก โดยจะพยายามทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อตำรวจจะได้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน
ผมเชื่อว่า หากข้าราชการตำรวจมีขวัญกำลังใจดีแล้ว ก็จะสามารถให้ความสำคัญกับการดูแลชีวิตและทรัพย์สินประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้ประชาชนก็จะได้ประโยชน์โดยตรงที่สุด
คงจะต้องรอดูกันไปว่า หลังจากนี้ไป พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเดินหน้าทำงาน มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
ขวัญหทัย มาลากาญจน์
เปิดใจพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เน้นกระจายอำนาจ-พัฒนาตำรวจ
ภายหลังคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 พร้อมมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
