การพบหลักฐานถังน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายคดีทนายสมชาย กระพือขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวเป็นการหักดิบของตำรวจด้วยกันเองเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ที่นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมทนายความมุสลิม หายตัวไป ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีข่าวออกมาจากพนักงานสอบสวนทั้งตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นระยะว่าพบเบาะแสของทนายสมชาย แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเบาะแสที่พบนั้นเป็นหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงถึงร่องรอยการหายตัวไปของนายสมชายได้
ล่าสุด เมื่อเช้าตรู่วันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำนักประดาน้ำจากสำนักโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เดินทางไปยังสะพานสิริลักษณ์ ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลในทางลับว่า บริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่คนร้ายนำถังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ใช้เผานายสมชายไปโยนทิ้งทำลายหลักฐาน
หลังการตรวจค้นในบริเวณดังกล่าว นักประดาน้ำพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ข้างถังมีรอยเจาะเป็นรูสามเหลี่ยมรอบถัง มีร่องรอยถูกเผา และยังพบเศษไม้ หิน ดิน และทราย รวมทั้งเศษวัตถุคล้ายกระดูกจำนวนหนึ่ง พร้อมกับเสื้อเชิ้ตที่คล้ายกับของนายสมชายสวมใส่ในวันที่หายตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเชื่อว่าอาจเป็นของนายสมชาย พร้อมกับส่งไปตรวจพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม การตรวจพบชิ้นส่วนที่คาดว่าจะเป็นของนายสมชาย ในแม่น้ำแม่กลองในเขต จ.ราชบุรี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไปงมหาหลักฐานในแม่น้ำแม่กลองมาแล้วในเขต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งผลก็คือคว้าน้ำเหลว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าวออกมา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การออกมาเปิดเผยการพบเบาะแสนายสมชายของกรมสอบสวนคดีพิเศษครั้งนี้ อาจมีเจตนาอื่นใดแอบแฝงซ่อนเงื่อนอยู่หรือไม่
มีกระแสข่าวจากคนวงในว่า การออกมาจุดกระแสเรื่องทนายสมชายครั้งนี้ เกิดจากความขัดแย้งกันเองของคนในแวดวงตำรวจ ที่ห้ำหั่นกันมานาน ขณะนี้ขั้วอำนาจในวงการตำรวจกำลังเปลี่ยนไปสู่กลุ่มเดิมหลังจากรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ขึ้นบริหารประเทศ ตำรวจที่ใกล้ชิดนายใหญ่ ซึ่งเคยตกอับช่วงรัฐบาลทหาร กลับมาผงาดอีกครั้ง จึงทำให้คนกลุ่มนี้พยายามฉวยโอกาสเล่นงานเพื่อสกัดกั้นตำรวจบางคนกลับมามีบทบาท
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเรื่องราวการหายตัวไปของนายสมชายนั้น คนในวงการตำรวจต่างทราบกันดีว่าเป็นฝีมือของใคร แต่เหมือนน้ำท่วมปากที่คนในแวดวงจะพูดได้ เพราะหากมีการจับกุมดำเนินคดีคนร้ายกลุ่มนี้ก็จะกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ จึงทำให้คนร้ายยังคงลอยนวลไม่ถูกดำเนินคดี
ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ดำเนินการหาหลักฐานมามัดกลุ่มผู้ต้องสงสัยก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากติดขัดขั้นตอนของระบบราชการ ที่คนในกรมสอบสวนคดีพิเศษจำนวนไม่น้อยล้วนแล้วแต่โอนย้ายมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทบทั้งสิ้น
การเปิดเผยข้อมูลการตรวจพบเบาะแสของทนายสมชายครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างกระแสของคนบางกลุ่ม ที่ต้องการสะกิดเตือนบาดแผลของบางคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนเป็นการจี้ใจดำให้คนกลุ่มนี้ทราบว่า ฝั่งตรงข้ามกำความลับไว้ในมือ
แหล่งข่าวบอกด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้ว การติดตามหาเบาะแสทนายสมชายนั้น ความเป็นไปได้น้อยมากที่จะพบ เพราะทีมอุ้มทำลายหลักฐานไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ให้ย้อนกลับมาเล่นงาน การทำงานที่ผ่านมาของทั้งตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพราะกลัวจะเกิดความเสียหายต่อภาครัฐ จึงยากที่คดีจะคลี่คลายแม้เกิดความบาดหมางส่วนตัวของตำรวจ 2 กลุ่มก็ตาม
กระแสข่าวการพบเบาะแสทนายสมชายคงจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ไปจนกว่าความแตกแยกระหว่างคนสองกลุ่มจะได้รับการสะสางจนสามารถประสานบาดแผลจนหายสนิท
ก่อนหน้านี้นายสมชายถูกคนร้ายประมาณ 5-6 คน อุ้มหายไปเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะขับรถผ่านหน้า สน.หัวหมาก ถนนรามคำแหง ก่อนจะมีผู้พบรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีเขียว ทะเบียน ภง 6786 กรุงเทพมหานคร ของนายสมชาย จอดทิ้งไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 เยื้องป้อมตำรวจ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 ในสภาพถูกชนเสียหาย
หลังจากทนายสมชายหายตัวไปเกือบ 1 เดือน ตำรวจได้จับกุม พ.ต.ต.เงิน ทองสุก พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน ตำรวจกองปราบปราม โดยกล่าวหาว่าพัวพันกับการหายตัวไปของนายสมชาย โดยได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ไม่สามารถตั้งข้อหาฆาตกรรมหรือข้อหาอื่นที่หนักกว่าได้เนื่องจากยังไม่พบศพหรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าทนายสมชายตายแล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 ศาลตัดสินจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก ในข้อหาขืนใจ ทำให้สูญเสียอิสรภาพและระบุว่าเกิดจากการกระทำร่วมกันกับบุคคล 3-5 คน ผู้ต้องหาซึ่งเป็นตำรวจอีก 4 นายยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ
หลังจากการดำเนินคดีตำรวจกลุ่มนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความพยายามในการติดตามหาร่องรอยของทนายสมชายหลายครั้ง โดยคาดการณ์ว่าพื้นที่ที่ทนายสมชายถูกทำร้ายจนเสียชีวิตน่าจะอยู่ในพื้นที่ จ.ราชบุรี
โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2549 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ไปงมหาหลักฐานในแม่น้ำแม่กลองในเขต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ก็ไม่พบหลักฐาน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน มีความพยายามอีกครั้งโดยการไปตรวจค้นบริเวณบ่อขยะเทศบาลตำบลห้วยชินสีห์ อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งก็พบเศษกระดูกจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อนำไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลปรากฏว่าไม่ใช่ของทนายสมชาย เช่นเดิม
การตรวจพบเศษกระดูกและถังน้ำมันในแม่น้ำแม่กลองครั้งนี้ จะเป็นของทนายสมชายที่แท้จริง หรือเป็นเพียงเกมหักเหลี่ยมของคนสองกลุ่ม อีกไม่นานคงรู้
ไตรภาค...คดีสมชายเบาะแสหรือเกมชำระแค้น
การพบหลักฐานถังน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายคดีทนายสมชาย กระพือขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวเป็นการหักดิบของตำรวจด้วยกันเอง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
